<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>สมดุลแห่งชีวิต</title>
	<atom:link href="http://www.wuttanan.com/few/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.wuttanan.com/few</link>
	<description>มูลนิธิออนไลน์ วุทธานันท์ : ธรรมะ เซ็น เต๋า ปรัชญา อภิปรัชญา สังคม วิธีคิด กลยุทธ ความรัก สุขภาพ ไทเก๊ก</description>
	<pubDate>Sun, 11 Mar 2012 14:29:28 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.6.3</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>อายุยืน 100 ปี ตามแบบฉบับเคล็ดลับชาวญี่ปุ่น</title>
		<link>http://www.wuttanan.com/few/?p=234</link>
		<comments>http://www.wuttanan.com/few/?p=234#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Mar 2012 14:29:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ชิตพงษ์ วุทธานันท์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wuttanan.com/few/?p=234</guid>
		<description><![CDATA[หยิบเครื่องเทศ สมุนไพรมาใส่อาหารบำรุงให้อายุยืน 100 ปี (สุขกายสบายใจ)
เรื่อง : สุธารัชฎ์ รัตนารามิก
การจะมีชีวิตอยู่ให้ถึงอายุ 100 ปีคงไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งสำคัญต้องมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง หากยังไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นดูแลตัวเองอย่างไร ลองดูพฤติกรรมของชาวโอกินาว่าในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มคนที่มีอายุยืนที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก พวกเขามีเคล็ดลับอยู่ที่การเพิ่มเครื่องเทศและสมุนไพรในอาหาร และให้ความสำคัญกับการออกกำลังทั้งกายและใจ ซึ่งวิธีเหล่านี้เราก็สามารถปฏิบัติตามได้ครบทุกขั้นตอน ไม่เพียงเท่านี้ยังเสริมด้วยเรื่องของเกร็ดสุขภาพทั้งกายใจ ที่ทำง่ายในทุกวันอีกด้วย
กินดี อยู่ดี มีความสุข&#8230;ตามแบบฉบับชาวโอกินาว่า
ชาวโอกินาว่ามีชีวิตประจำวันที่เหมือนกับชาวชนบททั่วไปคือ เน้นกินผักเป็นหลัก กินเนื้อเป็นรอง แทบทุกเมนูต้องใส่เครื่องเทศ และสมุนไพร ในเรื่องสุขภาพใจ พวกเขาขึ้นชื่อเรื่องคิดบวก เพราะเชื่อว่าการมีทัศนคติที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญในการมีอายุยืน ที่สำคัญคือ พวกเขาเก่งมวยไท้เก็ก ซึ่งเป็นการออกกำลังกายแบบเน้นเรื่องการฝึกลมหายใจและทำสมาธิ ด้วยวิธีการเหล่านี้เองที่ทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดี จนสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง 100 ปี
8 อาหารสำคัญของชาวโอกินาว่า
1.มะระ นิยมนำมาปรุงอาหารขณะที่ยังไม่สุกงอมดี โดยการนำมาผัดกับเต้าหู้ ใส่ไข่ แล้วผัดด้วยน้ำมันคาโนลา หรือฝานบาง ๆ ใส่ในแซนด์วิช หรือใช้เป็นผักเคียงในเมนูซูซิ
2.แครอท ชาวโอกินาว่าไม่นิยมทานหัวแครอทเหมือนบ้านเรา แต่จะใช้ใบสีเขียวของแครอทมาประกอบอาหารโดยการนำใบมาสับละเอียด ตอกไข่ใส่ แล้วผัดกับข้าวกล้องหรือนำไปเป็นผักโรยในซุป
3.Hechima หรือบวบญี่ปุ่น นิยมนำไปเป็นผักเครื่องเคียง กินกับเต้าหู้ในซุปมีโสะ
4.สมุนไพรเผ็ดร้อน ซึ่งเชื่อว่ามีคุณสมบัติรักษาโรค เช่น ขมิ้น ช่วยป้องกันการติดเชื้อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หยิบเครื่องเทศ สมุนไพรมาใส่อาหารบำรุงให้อายุยืน 100 ปี (สุขกายสบายใจ)<br />
เรื่อง : สุธารัชฎ์ รัตนารามิก</strong></p>
<p>การจะมีชีวิตอยู่ให้ถึงอายุ 100 ปีคงไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งสำคัญต้องมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง หากยังไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นดูแลตัวเองอย่างไร ลองดูพฤติกรรมของชาวโอกินาว่าในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มคนที่มีอายุยืนที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก พวกเขามีเคล็ดลับอยู่ที่การเพิ่มเครื่องเทศและสมุนไพรในอาหาร และให้ความสำคัญกับการออกกำลังทั้งกายและใจ ซึ่งวิธีเหล่านี้เราก็สามารถปฏิบัติตามได้ครบทุกขั้นตอน ไม่เพียงเท่านี้ยังเสริมด้วยเรื่องของเกร็ดสุขภาพทั้งกายใจ ที่ทำง่ายในทุกวันอีกด้วย</p>
<p><strong>กินดี อยู่ดี มีความสุข&#8230;ตามแบบฉบับชาวโอกินาว่า</strong></p>
<p>ชาวโอกินาว่ามีชีวิตประจำวันที่เหมือนกับชาวชนบททั่วไปคือ เน้นกินผักเป็นหลัก กินเนื้อเป็นรอง แทบทุกเมนูต้องใส่เครื่องเทศ และสมุนไพร ในเรื่องสุขภาพใจ พวกเขาขึ้นชื่อเรื่องคิดบวก เพราะเชื่อว่าการมีทัศนคติที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญในการมีอายุยืน ที่สำคัญคือ พวกเขาเก่งมวยไท้เก็ก ซึ่งเป็นการออกกำลังกายแบบเน้นเรื่องการฝึกลมหายใจและทำสมาธิ ด้วยวิธีการเหล่านี้เองที่ทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดี จนสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง 100 ปี</p>
<p><strong>8 อาหารสำคัญของชาวโอกินาว่า</strong></p>
<p>1.มะระ นิยมนำมาปรุงอาหารขณะที่ยังไม่สุกงอมดี โดยการนำมาผัดกับเต้าหู้ ใส่ไข่ แล้วผัดด้วยน้ำมันคาโนลา หรือฝานบาง ๆ ใส่ในแซนด์วิช หรือใช้เป็นผักเคียงในเมนูซูซิ</p>
<p>2.แครอท ชาวโอกินาว่าไม่นิยมทานหัวแครอทเหมือนบ้านเรา แต่จะใช้ใบสีเขียวของแครอทมาประกอบอาหารโดยการนำใบมาสับละเอียด ตอกไข่ใส่ แล้วผัดกับข้าวกล้องหรือนำไปเป็นผักโรยในซุป</p>
<p>3.Hechima หรือบวบญี่ปุ่น นิยมนำไปเป็นผักเครื่องเคียง กินกับเต้าหู้ในซุปมีโสะ</p>
<p>4.สมุนไพรเผ็ดร้อน ซึ่งเชื่อว่ามีคุณสมบัติรักษาโรค เช่น ขมิ้น ช่วยป้องกันการติดเชื้อ พริกช่วยบำรุงหัวใจ เมล็ดยี่หร่าช่วยอาหารโดยนำมาปรุงเป็นส่วนประกอบในเมนูบะหมี่สูตรน้ำซุป หรือใส่ลงในมนูผัดผัก</p>
<p>5.สาหร่าย นิยมนำมาใช้ปรุงอาหารมากกว่าผักชนิดอื่นเพราะหาง่าย เช่น คอมบุ โนริ ฮิจิกิ วากาเมะ เป็นต้น โดยการนำไปแปรรูปเป็นสาหร่ายแผ่นทอดกรอบ อบแห้ง ใส่ในซุป หรือนำไปห่อข้าว</p>
<p>6.มันเทศ นิยมนำไปทำเป็นมันทอด โดยหั่นเป็นชิ้นหนา 1 นิ้ว นำไปทอดด้วยน้ำมันมะกอก หรือ หรือใช้มันเทศทั้งหัวไปเผาสุมในกองใบไม้แห้ง ไว้กินเล่นในฤดูหนาว</p>
<p>7.โฮลเกรน ชาวโอกินาว่าเชื่อว่าการบริโภคธัญพืช เช่น ข้าวบาเล่ย์ ข้าวฟ่าง ข้าวกล้อง สามารถเติมพลังให้กับจิตวิญญาณได้ จึงนิยมนำไปหุงผสมชนิดกันเพื่อทำเป็นข้าวพิลาฟ (Pilaf) หรือข้าวที่หุงรวมกับสมุนไพร ธัญพืช หรือเครื่องเทศ</p>
<p>8.ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ มิโสะ และถั่วแระนิยมนำถั่วแระผัดในข้าว หรือใช้มิโสะเป็นซูป และอีกเมนูนิยมของชาวโอกินาว่าก็คือ การใช้เต้าหู้ทำชีสเค้ก</p>
<p><strong>อายุยืนด้วย 5 สมุนไพรหาง่ายในครัวบ้านเรา</strong></p>
<p>1.กระเทียม ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ตามผลวิจัยของ National Health and Medical Research Council เผยว่า การบริโภคกระเทียม แค่ 1 หัวต่อวันช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ เพราะสารประกอบไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen sulphide) ช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนได้เป็นปกติ</p>
<p>2.ขมิ้น บำรุงข้อต่อ ด้วยสารเคอร์คูมิน (Curcumin) ที่มีคุณสมบัติต้านแอมีลอยด์ (amyloid) หรือคราบพลัคโปรตีน ไม่ให้ตกตะกอนในเซลล์เนื้อเยื่อจนเรื้อรังอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น ข้อต่อ สมอง ดังนั้นการกินขมิ้นวันละ 1 เหง้า ก็สามารถช่วยให้ห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ และโรคไขข้ออักเสบได้แล้ว</p>
<p>3.ใบเสจ บำรุงสมอง ด้วยสารอะซีติลโคลีน (Acetylcholine) ที่มีผลต่อการควบคุมสมองในส่วนการรับรู้ ซึ่งทำงานสัมพันธ์โดยตงกับระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (parasympathetic nerve) หรือระบบประสาทอัตโนมัติ หากกินเสจเป็นประจำทุกวันจะช่วยให้สมองหลั่งสารอซีติลโคลีนเป็นปกติ สมองจึงสามารถจำอะไรได้แม่นยำขึ้น อาจตวงใบเสจ 1 ¼ ออนซ์ แช่ลงในน้ำร้อน 1 ถ้วยตวง ใช้จิบเป็นชาดื่มตลอดวัน</p>
<p>4.ใบไทม์ (Thyme) บำรุงไต เป็นสมุนไพรรสชาติเย็นคล้ายใบมินท์ มีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดไต และระบบทางเดินปัสสาวะ นิยมนำไปใช้ชงเป็นชาใบไทม์ โดยตวงใบไทม์ ½ ออนซ์ (หรือ 1 ช้อนโต๊ะ) ต้มในน้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง ทิ้งให้ตกตะกอนประมาณ 15 นาที อาจเพิ่มความหวานโดยการเติมน้ำผึ้ง ใช้จิบได้ตลอดวัน ควรดื่มอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ถ้วย</p>
<p>5.ผักชีสด ขับโลหะหนัก ในหนังสือที่มีชื่อว่า Transdermal Magnesium Therapy ที่เขียนโดย Mark Sircus เขาแนะนำว่า กินใบผักชีสดเพียง 1 กำมือเป็นประจำทุกวัน ก็ช่วยให้ร่างกายกระตุ้นการขับปรอทออกจากเซลล์สมองและระบบประสาทส่วนกลางได้แล้ว เพราะถ้าร่างกายมีปรอทสะสมอยู่ในปริมาณมากจะส่งผลให้ปอดอักเสบ หายใจไม่สะดวก และร้ายแรงจนถึงขั้นสูญเสียการควบคุมการทรงตัว และการเคลื่อนไหวของแขน ขา ระบบประสาทรับความรู้สึกถูกทำลาย เช่น การได้ยินไม่ชัด มองไม่ชัด พูดไม่ชัด เป็นต้น</p>
<p><strong>6 วิธีสุขใจให้อายุยืน</strong></p>
<p>1.หัวเราะ นักหทัยวิทยาในสหรัฐเผยว่า การหัวเราะ 100-200 ครั้ง เทียบได้กับการเดินเร็ว 10 นาที และเป็นวิธีธรรมชาติช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนในร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคมากขึ้น</p>
<p>2.ชีวิตคู่ ต้องจัดการให้ลงตัว ผลการวิจัยของ Health Psychology Journal ในสหรัฐเผยว่า คู่ชายหญิงที่หย่าร้างกัน มีอายุขัยสั้นกว่ากำหนด เพราะชีวิตตึงเครียดด้วยปัญหาที่ต้องคิด ในทางกลับกัน คู่ชายหญิงที่มีกิจกรรมบนเตียงบ่อยครั้งมีอายุยืนกว่า เพราะการมีเซ็กส์อย่างสม่ำเสมอช่วยคืนอายุให้ดูเด็กลงถึง 7 ปี</p>
<p>3.ธรรมะ ธรรมโมเข้าไว้ ผลการวิจัยของ International Journal for Psychiatry and Medicine เผยว่าความเครียด และอารมณ์ขุ่นมัวคือ ต้นเหตุให้เจ็บป่วย และร่างกายสามารถขจัดมันออกไปได้ด้วยพลังของจิตใจที่สงบ ซึ่งเราสามารถฝึกจิตให้แข็งแรงได้ด้วย การเข้าโบสถ์ เข้าวัดฟังธรรม และการทำบุญ</p>
<p>4.เข้าสมาคม การเข้าร่วมสมาคมกีฬา หรือการเข้าสมาคมในองค์กรช่วยเหลือต่าง ๆ นับเป็นสิ่งที่ดีต่อผู้สูงอายุ ผลการวิจัยของ Harvard University เผยว่า วิธีเหล่านี้จะทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกตัวเองมีค่า และรู้สึกสนุกกับการใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายมากขึ้น</p>
<p>5.อยู่บ้าน ไม่ต้องพูดถึง &#8220;งาน&#8221; ผลการวิจัยของ Johns Hopkins University เผยว่า ผู้ที่ชอบเก็บงานกลับไปทำที่บ้าน เสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้ง่ายกว่า 20 เท่าของผู้ที่ไม่เก็บงานกลับไปทำที่บ้าน เนื่องจากเป็นการสะสมความเครียดให้ตัวเองโดยไม่รู้ตัว ภูมิคุ้มกันในร่างกายจึงลดต่ำลงเรื่อย ๆ ผลที่ได้คือ แก่ก่อนวัยอันควร</p>
<p>6.เลี้ยงสัตว์ ผลการวิจัยของ University of Cambridge เผยว่า สัตว์เลี้ยงทำให้คนมองโลกในแง่ดี และมีสุขภาพจิตที่ดีด้วย คอรบครัวที่เลี้ยงสัตว์ไม่ว่าจะเป็นสุนัข หรือแมวจะมีความเครียดน้อยกว่าครอบครัวที่ไม่เลี้ยงสัตว์อะไรเลย อีกทั้งยังมีอัตราการเจ็บป่วยจนต้องไปพบแพทย์น้อยครั้งกว่าด้วย</p>
<p><strong><span>ขอขอบคุณข้อมูลจาก </span>สุขกายสบายใจ<br />
ที่มา <a href="http://health.kapook.com/view38185.html">http://health.kapook.com/view38185.html</a></strong></p>
<p class="addtoany_share_save_container">
    <a class="a2a_dd addtoany_share_save" href="http://www.addtoany.com/share_save?sitename=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95&amp;siteurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F&amp;linkname=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%99%20100%20%E0%B8%9B%E0%B8%B5%20%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99&amp;linkurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F%3Fp%3D234"><img src="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/plugins/add-to-any/share_save_120_16.gif" width="120" height="16" alt="Share/Save/Bookmark"/></a>

	</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wuttanan.com/few/?feed=rss2&amp;p=234</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ขาเทียมฟรี โดย ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย</title>
		<link>http://www.wuttanan.com/few/?p=229</link>
		<comments>http://www.wuttanan.com/few/?p=229#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Aug 2011 02:57:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ชิตพงษ์ วุทธานันท์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ประกาศ]]></category>

		<category><![CDATA[ขาเทียม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wuttanan.com/few/?p=229</guid>
		<description><![CDATA[ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย จัดทำโครงการขาเทียมฟรี โดยมี ข้อกำหนดและกฎระเบียบการเข้ารับ ดังนี้
เนื่องจากเป็นการทำขาเทียมที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทยจึงอยากจะขอความร่วมมือ เพื่อให้ผู้ที่ใส่ขาเทียมได้ใช้ประโยชน์จากการใส่ขาเทียมได้สมบูรณ์ ด้วยข้อกำหนดดังนี้
1. เป็นผู้พิการไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา ฐานะหรือตำแหน่งใด ๆ
2. เขียนประวัติ พร้อมทั้งเล่าถึงคุณประโยชน์ต่อสังคมที่ผ่านมาในอดีต และถ้าใส่ขาเทียมแล้วจะ ทำประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างไร
3. รูปถ่ายให้เห็นตอขาอย่างชัดเจน ทั้งหน้า ข้าง และหลัง (อย่ามีอะไรปิดบัง)
4. ต้องออกกำลังตอขาที่ขาดให้แข็งแรง ก่อนการทำขาเทียม

ใต้เข่า	 ใช้ถุงทรายมัดรอบตอขา ถุงทรายหนัก 2 กิโลกรัม
เหนือเข่า ถุงทรายหนัก 3.5 กิโลกรัม

แล้วยกขึ้น-ลง หรือเหวี่ยงขาในท่าเดิน ให้ได้อย่างน้อยวันละ 100-200 ครั้ง ตามกำลังของผู้ขาขาด จนกว่ากล้ามเนื้อจะแข็งแรง
5. เมื่อขาแข็งแรงแล้ว ให้รอการนัดเพื่อทำขาเทียม
ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย
เลขที่ 110/108 ถนนเอกชัย-บางบอน แขวงบางบอน
เขตบางบอน กรุงเทพฯ 10150
(ข้างธนาคารกสิกรไทย สาขาวงแหวนรอบนอก เอกชัย-บางบอน)
โทร. 0-2899-6374-8
อีเมล์: tidf2000@yahoo.com
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน http://www.thailegs.com/ttox.htm

    

	]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย จัดทำโครงการขาเทียมฟรี โดยมี ข้อกำหนดและกฎระเบียบการเข้ารับ ดังนี้</p>
<p align="left">เนื่องจากเป็นการทำขาเทียมที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทยจึงอยากจะขอความร่วมมือ เพื่อให้ผู้ที่ใส่ขาเทียมได้ใช้ประโยชน์จากการใส่ขาเทียมได้สมบูรณ์ ด้วยข้อกำหนดดังนี้</p>
<p>1. เป็นผู้พิการไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา ฐานะหรือตำแหน่งใด ๆ</p>
<p>2. เขียนประวัติ พร้อมทั้งเล่าถึงคุณประโยชน์ต่อสังคมที่ผ่านมาในอดีต และถ้าใส่ขาเทียมแล้วจะ ทำประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างไร</p>
<p>3. รูปถ่ายให้เห็นตอขาอย่างชัดเจน ทั้งหน้า ข้าง และหลัง (อย่ามีอะไรปิดบัง)</p>
<p>4. ต้องออกกำลังตอขาที่ขาดให้แข็งแรง ก่อนการทำขาเทียม</p>
<ul>
<li>ใต้เข่า	 ใช้ถุงทรายมัดรอบตอขา ถุงทรายหนัก 2 กิโลกรัม</li>
<li>เหนือเข่า ถุงทรายหนัก 3.5 กิโลกรัม</li>
</ul>
<blockquote><p>แล้วยกขึ้น-ลง หรือเหวี่ยงขาในท่าเดิน ให้ได้อย่างน้อยวันละ 100-200 ครั้ง ตามกำลังของผู้ขาขาด จนกว่ากล้ามเนื้อจะแข็งแรง</p></blockquote>
<p>5. เมื่อขาแข็งแรงแล้ว ให้รอการนัดเพื่อทำขาเทียม</p>
<p><strong>ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย</strong><br />
เลขที่ 110/108 ถนนเอกชัย-บางบอน แขวงบางบอน<br />
เขตบางบอน กรุงเทพฯ 10150<br />
(ข้างธนาคารกสิกรไทย สาขาวงแหวนรอบนอก เอกชัย-บางบอน)<br />
โทร. 0-2899-6374-8<br />
อีเมล์: tidf2000@yahoo.com</p>
<p>ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน <a href="http://www.thailegs.com/ttox.htm">http://www.thailegs.com/ttox.htm</a></p>
<p class="addtoany_share_save_container">
    <a class="a2a_dd addtoany_share_save" href="http://www.addtoany.com/share_save?sitename=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95&amp;siteurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F&amp;linkname=%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%9F%E0%B8%A3%E0%B8%B5%20%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%20%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&amp;linkurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F%3Fp%3D229"><img src="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/plugins/add-to-any/share_save_120_16.gif" width="120" height="16" alt="Share/Save/Bookmark"/></a>

	</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wuttanan.com/few/?feed=rss2&amp;p=229</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ความทุกข์ของ Social Network</title>
		<link>http://www.wuttanan.com/few/?p=227</link>
		<comments>http://www.wuttanan.com/few/?p=227#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 May 2011 14:33:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ชิตพงษ์ วุทธานันท์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[บันทึกของชีวิต]]></category>

		<category><![CDATA[Facebook]]></category>

		<category><![CDATA[Foursquare]]></category>

		<category><![CDATA[Twitter]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wuttanan.com/few/?p=227</guid>
		<description><![CDATA[
หมวด Twitter
Tweet เพื่อรอการ Mention เป็นทุกข์
Tweet เพื่อรอการ RT เป็นทุกข์
Tweet เพื่อให้ Celeb มาสนใจเป็นทุกข์
Tweet เพื่อให้เธอสนใจเป็นทุกข์
DM เพื่อรอการ Reply จากใครเป็นทุกข์
การสะสม Follower เป็นทุกข์
การมี Follower คนรู้จัก และมันพูดมาก เป็นทุกข์
การมี Follower หนุ่มสาวน่ารักที่ไม่รู้จักและเขาไม่คุยด้วย เป็นทุกข์
การมี Followe และมัน Mention RT ตลอดเวลา เป็นทุกข์
มีแฟนแล้วถูกแฟน Follow (อาจจะ)เป็นทุกข์
การมีหลาย Account (อาจจะ)เป็นทุกข์
Tweet เพื่อแชร์ข้อมูลให้ผู้อื่นเป็นสุข
Tweet เพื่อระบายความในใจเป็นสุข
Tweet ไม่ดราม่ากับใครเป็นสุข
หมวด Facebook
Add friend หาสาวหรือหนุ่มหมายปอง แล้วรอรับ เป็นทุกข์
Post Wall เพื่อรอ Comment หรือ Like จากเพื่อนเป็นทุกข์
Post Photo เพื่อรอ Comment หรือ Like จากเพื่อนเป็นทุกข์
ถูก Tag รูปอุบาท เป็นทุกข์
โดน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<p><span><strong>หมวด Twitter</strong></p>
<p>Tweet เพื่อรอการ Mention เป็นทุกข์</p>
<p>Tweet เพื่อรอการ RT เป็นทุกข์</p>
<p>Tweet เพื่อให้ Celeb มาสนใจเป็นทุกข์</p>
<p>Tweet เพื่อให้เธอสนใจเป็นทุกข์</p>
<p>DM เพื่อรอการ Reply จากใครเป็นทุกข์</p>
<p>การสะสม Follower เป็นทุกข์</p>
<p>การมี Follower คนรู้จัก และมันพูดมาก เป็นทุกข์</p>
<p>การมี Follower หนุ่มสาวน่ารักที่ไม่รู้จักและเขาไม่คุยด้วย เป็นทุกข์</p>
<p>การมี Followe และมัน Mention RT ตลอดเวลา เป็นทุกข์</p>
<p>มีแฟนแล้วถูกแฟน Follow (อาจจะ)เป็นทุกข์</p>
<p>การมีหลาย Account (อาจจะ)เป็นทุกข์</p>
<p>Tweet เพื่อแชร์ข้อมูลให้ผู้อื่นเป็นสุข</p>
<p>Tweet เพื่อระบายความในใจเป็นสุข</p>
<p>Tweet ไม่ดราม่ากับใครเป็นสุข</p>
<p><strong>หมวด Facebook</strong></p>
<p>Add friend หาสาวหรือหนุ่มหมายปอง แล้วรอรับ เป็นทุกข์</p>
<p>Post Wall เพื่อรอ Comment หรือ Like จากเพื่อนเป็นทุกข์</p>
<p>Post Photo เพื่อรอ Comment หรือ Like จากเพื่อนเป็นทุกข์</p>
<p>ถูก Tag รูปอุบาท เป็นทุกข์</p>
<p>โดน Tag โฆษณา เป็นทุกข์</p>
<p>สร้าง Page คน Like น้อย เป็นทุกข์</p>
<p>ไม่คาดหวังจำนวน Comment, Like และ Friend เป็นสุข</p>
<p>Post Wall เพื่อแชร์ข้อมูลให้ผู้อื่นเป็นสุข</p>
<p>Post Wall เพื่อระบายความในใจเป็นสุข</p>
<p>Post Wall ไม่ดราม่ากับใครเป็นสุข</p>
<p>Add friend เฉพาะเพื่อนที่รู้จัก แล้วรอรับ เป็นสุข</p>
<p>Tag รูปอุบาทให้เพื่อน เป็นสุข</p>
<p>รับจ้าง Tag โฆษณา แล้วได้เงิน เป็นสุข</p>
<p><strong>หมวด foursquare</strong></p>
<p>การพยายามสะสม Badge เป็นทุกข์</p>
<p>การพยายามเป็น mayor เป็นทุกข์</p>
<p>การถูกสร้าง venue ซ้อนเป็นทุกข์</p>
<p>การถูกผู้อื่นมา Check-in บ้านตัวเอง เป็นทุกข์</p>
<p>การ Check-in ตามความเป็นจริง เป็นสุข</p>
<p>การได้ Badge ตามความเป็นจริง เป็นสุข</p>
<p>posted on 06 May 2011 21:15 by ifew</p>
<p>ความทุกข์ของ Social Network | เรียกเหมี๊ยวๆ เดี๋ยวฟิวส์ก็มา <a rel="nofollow" href="http://url.in.th/iVRWo0" target="_blank">http://url.in.th/iVRWo0</a></p>
<p></span></div>
<p class="addtoany_share_save_container">
    <a class="a2a_dd addtoany_share_save" href="http://www.addtoany.com/share_save?sitename=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95&amp;siteurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F&amp;linkname=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%20Social%20Network&amp;linkurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F%3Fp%3D227"><img src="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/plugins/add-to-any/share_save_120_16.gif" width="120" height="16" alt="Share/Save/Bookmark"/></a>

	</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wuttanan.com/few/?feed=rss2&amp;p=227</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling Therapy) รักษาโรคผ่านช่องปาก</title>
		<link>http://www.wuttanan.com/few/?p=225</link>
		<comments>http://www.wuttanan.com/few/?p=225#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 31 Mar 2011 16:17:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ชิตพงษ์ วุทธานันท์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[Oil Pulling]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wuttanan.com/few/?p=225</guid>
		<description><![CDATA[มีเพื่อนแนะนำให้ทำครับ เลยลองไปหาวิธีมา เจอน่าสนใจคือบทความของหมอแดง น่าสนใจมาก ขอยกวิธีทำบางส่วนมาให้อ่านกันครับ
  ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling Therapy) เป็นวิธีบำบัดของอินเดียที่มีมาเป็นเวลาช้านานแล้ว โดยการอมน้ำมันไว้และเคลื่อนน้ำมันไปให้ทั่วช่องปาก ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที จากนั้นจึงบ้วนทิ้งไป ออยล์พูลลิ่งเป็นที่ฮือฮาเมื่อ Dr. F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมนาบัณฑิตทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศรัสเซียเมื่อปี พ.ศ. 2534-2535 การประชุมมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องมะเร็ง และแบคทีเรียซึ่ง Dr.Karach ได้อธิบายถึงการบำบัดรักษาโรคที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใคร ด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้การอม น้ำมันสกัดเย็น หรือ หีบเย็น (สกัดน้ำมันออกมาโดยใช้ความร้อนต่ำ หรือไม่ใช้ความร้อนเลย)
ผลลัพธ์ของการบำบัดด้วยวิธีนี้ ทำให้ผู้คนตะลึง ประหลาดใจ เต็มไปด้วยความสงสัย ในรายงานของเขาเป็นอันมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้มีการอธิบาย ซักถามกันถึงการรักษาด้วยน้ำมันสกัดเย็น มีการทดสอบ ทดลองใช้ ทดลองทำพิสูจน์หาความสมเหตุสมผลที่เกิดขึ้น ต่างก็ยิ่งประหลาดใจถึงผลที่ได้รับจากการรักษาอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังไม่มีอันตรายใดๆด้วย เป็นการรักษาทางด้านชีววิทยาโดยแท้ ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาโรคได้มากมายหลายโรค ในบางกรณี บางรายที่ไม่ต้องการรักษาโรคด้วยการผ่าตัดหรือการกินยา ก็ได้ใช้วิธีการนี้บำบัด ซึ่งก็เป็นผล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มีเพื่อนแนะนำให้ทำครับ เลยลองไปหาวิธีมา เจอน่าสนใจคือบทความของหมอแดง น่าสนใจมาก ขอยกวิธีทำบางส่วนมาให้อ่านกันครับ</p>
<p><span> <span> ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling Therapy) เป็นวิธีบำบัดของอินเดียที่มีมาเป็นเวลาช้านานแล้ว โดยการอมน้ำมันไว้และเคลื่อนน้ำมันไปให้ทั่วช่องปาก ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที จากนั้นจึงบ้วนทิ้งไป</span> ออยล์พูลลิ่งเป็นที่ฮือฮาเมื่อ Dr. F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมนาบัณฑิตทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศรัสเซียเมื่อปี พ.ศ. 2534-2535 การประชุมมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องมะเร็ง และแบคทีเรียซึ่ง Dr.Karach ได้อธิบายถึงการบำบัดรักษาโรคที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใคร ด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้การอม</span> <strong>น้ำมันสกัดเย็น หรือ หีบเย็น (สกัดน้ำมันออกมาโดยใช้ความร้อนต่ำ หรือไม่ใช้ความร้อนเลย)</strong></p>
<p><span><span class="txtmediumblue"><span class="txtmediumblack-bold"><strong>ผลลัพธ์ของการบำบัดด้วยวิธีนี้</strong></span><strong> </strong><span class="txtmediumblack">ทำให้ผู้คนตะลึง ประหลาดใจ เต็มไปด้วยความสงสัย ในรายงานของเขาเป็นอันมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้มีการอธิบาย ซักถามกันถึงการรักษาด้วยน้ำมันสกัดเย็น มีการทดสอบ ทดลองใช้ ทดลองทำพิสูจน์หาความสมเหตุสมผลที่เกิดขึ้น ต่างก็ยิ่งประหลาดใจถึงผลที่ได้รับจากการรักษาอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังไม่มีอันตรายใดๆด้วย เป็นการรักษาทางด้านชีววิทยาโดยแท้ ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่มีประสิทธิภาพ</span></span><span class="txtmediumblue"><span class="txtmediumblack-bold"><strong class="txtmediumblack-bold"> ช่วยรักษาโรคได้มากมายหลายโรค</strong></span> <span class="txtmediumblack">ในบางกรณี บางรายที่ไม่ต้องการรักษาโรคด้วยการผ่าตัดหรือการกินยา ก็ได้ใช้วิธีการนี้บำบัด ซึ่งก็เป็นผล อีกทั้งไม่เกิดผลข้างเคียงเหมือนการใช้ยาเคมี</span></span></p>
<p></span></p>
<p><span><span class="txtmediumblue">กระบวนการบำบัด และผลที่ได้รับที่น่าตื่นเต้นตามทฤษฎีนี้ กลับแสนง่าย โดยเริ่มต้นที่ใส่น้ำมันสกัดเย็นเข้าไปในปาก (น้ำมันทานตะวัน น้ำมันงา หรือน้ำมันสกัดเย็นอื่น ไม่จำเป็นต้องกลั่นโดยวิธีธรรมชาติเสมอไป น้ำมันทานตะวันที่ซื้อจากซุปเปอร์มาเก็ตก็พอใช้ได้แล้ว)</p>
<p>กระบวนการบำบัดจะบรรลุผลสำเร็จด้วยระบบบำบัดของผู้นั้นเอง ในกรณีนี้อาจจะไปบำบัดเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะต่างๆ ในเวลาเดียวกัน ร่างกายเองก็จะขับสารพิษออกทิ้งไม่ให้รบกวนระบบต่างๆ ของร่างกาย<br />
Dr.Karach กล่าวว่า คนเราส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่แค่ครึ่งหนึ่งของชีวิตที่น่าจะเป็น ความจริงแล้วถ้าสุขภาพที่ดีจะมีอายุได้ถึง 140- 150 ปี</span></p>
<p><span class="txthead7"><strong>วิธีการทำ “Oil Pulling”</strong></span><br />
<span class="txtmediumblack">- เช้าตื่นนอนขึ้นมา ช่วงท้องว่าง ก่อนรับบประทานอาหารเช้า เอาน้ำมันประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ใส่เข้าปาก อย่าได้กลืนลงคอไปนะครับ แล้วทำให้น้ำมันเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในปาก (Move Oil Slowly) กลั้วอยู่ในปาก ไม่ต้องทำแรงนัก Dr.Karach ใช้วิธีค่อยๆ จิบน้ำมันเข้าปาก ดูด และดึง น้ำมันให้ผ่านฟันไปมาให้ทั่วๆ ใช้เวลา 15 – 20 นาที<br />
- ในขั้นตอนนี้ น้ำมันจะผสมกลมกลืนกับน้ำลาย แล้วทำให้มันเคลื่อนไหวกระตุ้นเอนไซม์ เพื่อให้เอนไซม์ดึงสารพิษออกมาจากกระแสเลือด จงอย่ากลืนน้ำมันนี้ลงคอไป เพราะมันมีพิษ พิษที่ดึงออกมานั่นแหละ<br />
- เมื่อเราคลื่อนไหวน้ำมันอยู่ในปากสักพัก จะรู้สึกว่าน้ำมันนั้นเบาบางลงไม่หนืด ลักษณะคล้ายน้ำ สีขาว<br />
- แต่ถ้าน้ำมันนั้นยังมีสีเหลือง(น้ำมันงา ทานตะวันจะสีเหลือง น้ำมันมะพร้าวจะใส) อยู่เหมือนเดิม แสดงว่าใส่น้ำมันมากไป หรือยังใช้เวลาไม่นานพอ<br />
- ขั้นต่อไป ให้บ้วนน้ำมันที่อมอยู่ทิ้ง แล้วใช้น้ำสะอาดล้าง หรือจะให้ดี ก็ใช้นิ้วมือช่วยทำความสะอาดฟันและเหงือกด้วยก็ได้</span></p>
<p><span class="txthead4"><strong>ล้างทำความสะอาดอ่างล้างหน้าให้ดี </strong></span><br />
<span class="txtmediumblue">คุณควรล้างทำความสะอาดอ่างล้างหน้าให้ดี (ถ้าบ้วนน้ำมันที่อมลงในอ่าง) ใช้สบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อล้างด้วยก็ดี เพราะน้ำมันที่บ้วนทิ้งลงไปนั้นจะมีแบคทีเรีย และสารพิษ Toxin ของเสียที่ดึงออกจากร่างกาย ถ้าลองใช้กล้องขยายขนาด 600 เท่าส่องดูก็จะพบว่ามีแบคทีเรีย และจุลินทรีย์ที่อยู่ในระยะฟักตัวเพื่อก่อโรคอยู่<br />
สิ่งสำคัญต้องทำความเข้าใจว่าการทำ OP เป็นกระบวนการทำให้ระบบเมทาโบริซึมเข้มแข็งขึ้น เพื่อให้ร่างกายเราแข็งแรง<br />
สิ่งที่ทำให้เราเห็นชัดเจนก็คือจะทำให้ฟันของเราแน่นขึ้น ไม่โยกคลอน ทำให้เหงือกแข็งแรงสดใส ฟันก็จะขาวขึ้น<br />
การทำ OP จะดีที่สุดก็คือตอนก่อนอาหารเช้า แต่ถ้าจะเร่งกระบวนการบำบัดให้เร็วขึ้น ก็ให้ทำ OP วันละ 3 เวลา ก่อนอาหารเช้า กลางวัน เย็น ตอนท้องว่าง</p>
<p></span><span class="txthead7"><strong>ข้อควรระวังคือ</strong></span><br />
<span class="txtmediummagenta">1 อย่ากลืนน้ำมันที่ทำ OP ลงคอไป จะต้องบ้วนน้ำมันที่อมอยู่ออกทิ้งไป แต่ก็อย่าวิตกกังวลถ้าเกิดกลืน หรือ<br />
มีน้ำมันไหลลงคอไปบ้าง ร่างกายก็จะขับออกมาทางอุจจาระเอง<br />
2	ถ้าเกิดอาการแพ้ หรือไม่ถูกโรคกับน้ำมันที่ใช้อยู่ ก็ให้ลองเปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ดู<br />
3	น้ำมันทานตะวัน และน้ำมันงา นั้นใช้ได้ผลพอๆ กัน น้ำมันอื่นๆ ยังไม่พบว่าใช้มากนัก และควรใช้น้ำมัน<br />
สกัดเย็น (แต่ก่อนนั้น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นยังไม่มีใช้ในอายุรเวท จะใช้น้ำมันงารักษาโรคเป็นส่วนใหญ่)</span></span></p>
<p>ที่มา <a href="http://www.the-arokaya.com/web5/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=420:oil-pulling&amp;catid=59:faq-aticle&amp;Itemid=187" target="_blank">ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling)</a> , <a href="http://health.kapook.com/view2362.html" target="_blank">ออยล์พูลลิ่ง oil pulling นวดบำบัดผ่านช่องปาก</a></p>
<p class="addtoany_share_save_container">
    <a class="a2a_dd addtoany_share_save" href="http://www.addtoany.com/share_save?sitename=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95&amp;siteurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F&amp;linkname=%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%20%28Oil%20Pulling%20Therapy%29%20%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81&amp;linkurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F%3Fp%3D225"><img src="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/plugins/add-to-any/share_save_120_16.gif" width="120" height="16" alt="Share/Save/Bookmark"/></a>

	</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wuttanan.com/few/?feed=rss2&amp;p=225</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้บริหาร คือ ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา</title>
		<link>http://www.wuttanan.com/few/?p=223</link>
		<comments>http://www.wuttanan.com/few/?p=223#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Mar 2011 14:10:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ชิตพงษ์ วุทธานันท์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[วิธีคิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wuttanan.com/few/?p=223</guid>
		<description><![CDATA[
พอดีฟังอาจารย์ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ เล่าเรื่องธรรมะให้ฟัง แล้วแกพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งที่บอกว่าคนไทยส่วนใหญ่จะ &#8220;ฉลาดลึกซึ้ง โง่กว้างขวาง&#8221; ประมาณว่า รู้อยู่เรื่องเดียว เรื่องอื่นอย่ามาสอน ไม่รับรู้.
เลยไปค้นหาใน google พบบทความหนึ่งน่าสนใจครับ ขอมาเผยแพร่ให้อ่านกัน
ผู้บริหาร คือ ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา 
บทความส่งให้ วารสาร Productivity World
ตอนนี้ผมคิดว่า มีเรื่อง เข็มขัดสั้น หรือ คาดไม่ถึง เกิดขึ้นในวงการบริหาร ชนิดที่เรียกว่า สร้างความได้เปรียบกันอย่างไม่น่าเชื่อ ใครอ่านบทความนี้แล้วยังไม่ฉุกคิด ยังไม่เฉลียว ก็ถือว่าเป็นคนฉลาด แต่ แค่ฉลาดเท่านั้น
แนวโน้มการบริหารได้เปลี่ยนแปลงไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือจริงๆ และ เรื่องแบบนี้ ใครเขาจะมาบอกเราตรงๆ เขาเปลี่ยนไปล่วงหน้า ล้ำหน้าเราไปจะสิบปีแล้ว
ผมกำลังจะให้ข้อสังเกตว่า พวกเรา ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ที่ปรึกษา วิทยากร นักวิชาการ ฯลฯ กว่าจะรู้ตัวว่า การบริหารสมัยใหม่เปลี่ยนไปก็สายเสียแล้ว อาจจะเป็นเพราะ (ก) เราคงจะโดนฝรั่ง ญี่ปุ่น หลอก เรื่องการบริหารเข้าเต็มรัก เพราะ เรื่อง การค้า การขาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<p>พอดีฟังอาจารย์ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ เล่าเรื่องธรรมะให้ฟัง แล้วแกพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งที่บอกว่าคนไทยส่วนใหญ่จะ &#8220;ฉลาดลึกซึ้ง โง่กว้างขวาง&#8221; ประมาณว่า รู้อยู่เรื่องเดียว เรื่องอื่นอย่ามาสอน ไม่รับรู้.</p>
<p>เลยไปค้นหาใน google พบบทความหนึ่งน่าสนใจครับ ขอมาเผยแพร่ให้อ่านกัน</p>
<p><strong>ผู้บริหาร คือ ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา </strong></p>
<p>บทความส่งให้ วารสาร Productivity World<br />
ตอนนี้ผมคิดว่า มีเรื่อง เข็มขัดสั้น หรือ คาดไม่ถึง เกิดขึ้นในวงการบริหาร ชนิดที่เรียกว่า สร้างความได้เปรียบกันอย่างไม่น่าเชื่อ ใครอ่านบทความนี้แล้วยังไม่ฉุกคิด ยังไม่เฉลียว ก็ถือว่าเป็นคนฉลาด แต่ แค่ฉลาดเท่านั้น</p>
<p>แนวโน้มการบริหารได้เปลี่ยนแปลงไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือจริงๆ และ เรื่องแบบนี้ ใครเขาจะมาบอกเราตรงๆ เขาเปลี่ยนไปล่วงหน้า ล้ำหน้าเราไปจะสิบปีแล้ว</p>
<p>ผมกำลังจะให้ข้อสังเกตว่า พวกเรา ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ที่ปรึกษา วิทยากร นักวิชาการ ฯลฯ กว่าจะรู้ตัวว่า การบริหารสมัยใหม่เปลี่ยนไปก็สายเสียแล้ว อาจจะเป็นเพราะ (ก) เราคงจะโดนฝรั่ง ญี่ปุ่น หลอก เรื่องการบริหารเข้าเต็มรัก เพราะ เรื่อง การค้า การขาย ก็ต้องมีการหลอกล่อ ปล่อย “ของปลอม” หรือ “ปล่อยไม่หมด” ออกมา ให้พวกผู้บริหารในประเทศที่ชอบ “ตามก้น” “เห่อ” ของนอก ได้หลงระเริงไป พวกเขาจะได้ขายระบบ ขายที่ปรึกษา ที่น่าเศร้าคือ ขายการประเมิน และ ใบรับรอง หรือ (ข) พวกเขาไม่ได้หลอกเราเลย แต่ เราเองต่างหาก ที่ “ปัญญาไม่พอเพียง” ที่จะไป เก็บ “เคล็ดวิชา”ของเขาออกมาได้ เราถอดระหัสวิชาของเขาไม่ออก เราไปเห็นแต่ “กระบวนท่า” ไม่ได้เอา “ลมปราณ”มาด้วย เราส่งคนที่ในหัวเป็นแบบ “บ้าอำนาจ” “บ้าสอน” ”บ้าเงิน” “นักล่ารางวัล” “นักสะสมใบรับรอง” ฯลฯออกไปศึกษาเรื่องการบริหาร เราก็จะได้ การบริหารแบบที่บิดเบี้ยวไปจากเดิม จนอาจารย์ญี่ปุ่น ฝรั่ง ส่ายหัวว่า “ฉันไม่สอนแบบนี้สักกะหน่อย” “คนไทย คิดไม่เป็น” “ระบบบริหารอะไรก็ตาม …. มาตายเมืองไทยทุกที” ฯลฯ</p>
<p><strong>ผู้บริหารแบบ Newtonian</strong></p>
<p>ผู้บริหารมากมาย ตกอยู่ในแนวคิดแบบ Newtonian คือ เป็นผลของระบบการศึกษาแบบ One size fit all เช่น คิดแบบเสื้อโหล เหมารวม ต้องเหมือนกันทั้งองค์กร วินัย คือ ทำอะไรเหมือนกัน สามัคคี คือ ใส่เสื้อสีเหมือนกัน ทำงานพร้อมกัน คิดตรงกับเจ้านาย ใครคิดต่างคือต่อต้าน ฯลฯ</p>
<p>แนวคิดแบบ Newtonian นี้ จะมองอะไร เป็น การผลิตแบบทีละมากๆ (Mass production) เช่น กวาดต้อนผู้คน เข้าอบรมคราวละมากๆ มองคนในองค์กรไม่ต่างอะไรกับวัตถุดิบ</p>
<p>คนแบบ Newtonian จะเก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งชัดเจน และ เพิกเฉย (Ignore) เรื่องอื่นๆไปหมด เช่น หลายคนเรียนวิศวะ แพทย์ ทนาย บัญชี ฯลฯ เก่งเฉพาะทาง แต่ ไม่สนใจจิตวิทยา (บริหารแบบโหดๆ งกๆ เค็มๆ ทั้งกับพนักงาน และ ครอบครัวของตนเอง) ไม่สนใจธรรมชาติวิทยา ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม (จนโลกเข้าภาวะวิกฤต global warming ก็ยังเฉยๆ ไม่ทำอะไร นอกจาก จะบ่น วิจารณ์ และ ใช้นิสัยเดิมๆ ) ไม่สนใจชุมชน ไม่สนใจธรรมะ ฯลฯ ทำให้ออกมา รู้ลึกแต่ไม่กว้าง ดูพิกลพิการ ไม่เป็นผู้คนสักเท่าไร กลายเป็น “ฉลาดลึกซึ้ง โง่กว้างขวาง” หรือ ซี้ปังเท้า (Square head)</p>
<p>คนในแนว Newtonian จะมี เป้าหมายเชิงเดี่ยว (ถ้าเป็นการทำไร่นา ก็คือ ปลูกข้าวโพด ก็ข้าวโพดทั้งไร่เลย) หรือ เรียกในทางวิชาการว่า Single bottom line คือ สนใจแต่บรรทัดสุดท้าย คือ เงิน สนใจแต่ว่าตนเอง จะได้กำไรเท่าไร ได้ผลประโยชน์เท่าไร ลูกหลานตนจะได้ส่วนแบ่งเท่าไร จะไปหุบกิจการใคร เกษียณแล้วจะไปนั่งเป็นบอร์ดที่ไหน งกๆ เค็มๆ เป็นต้น คนพวกนี้ แก่แล้ว เกษียณแล้ว แทบจะหา คนระลึกถึงในแง่ดีๆไม่ได้เลย “อยู่ก็โหด ไปก็ไปโหดที่อื่นต่อ” ในหัวพวกเขามีแต่ Financial วัดความสำเร็จว่าจะได้ไปบริหารก้อนเงินที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากบริหารองค์กรเล็กๆ สองสามร้อยล้าน ก็จะเขยิบสูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจวิธีการ ไม่ว่าจะ ฮุบกิจการ เลื่อยขาเก้าอี้ กินเล็กกินน้อย เอานักบัญชีตัวโกงติดตัวไปด้วยเสมอ เลี่ยงภาษี จัดฉาก สร้างภาพเก่ง ฯลฯ</p>
<p>คนที่อยู่กับ “ของแข็ง” มากๆ อยู่กับเครื่องจักรมากๆ จะมี พฤติกรรมที่แข็งกระด้างมากขึ้น ยิ่งเทคโนโลยีสูงขึ้น คนก็จะหยาบมากขึ้น ก็ไม่แปลกอะไร ที่ผู้บริหารหลายท่านมีพฤติกรรม ที่ห่าง จากความเข้าใจตนเอง ห่างจากความเข้าใจความเป็นมนุษย์ไปเรื่อยๆ</p>
<p>เราจะโทษ คนพวกนี้ก็คงไม่ได้ เพราะ เขาถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เล็กๆ ด้วยระบบการศึกษาที่เน้นคนเก่ง ก็จัดว่าเป็นแนวเป้าหมายเชิงเดี่ยว สังคมไม่ได้ปลูกฝังว่า แค่เรียนเก่งไม่พอเพียง ต้องเป็นคนดีด้วย มีความสุขด้วย และ ทำอะไรอย่างพอเพียง ยั่งยืนด้วย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม รักษ์โลก</p>
<p>น่าเศร้า ที่ว่า เราจะพบเห็น ผู้บริหาร ผู้คนมากมาย ที่มาแนว Newtonian เยอะมาก หาตัวอย่างคนแบบนี้ได้ในแทบทุกองค์กร พวกเขาไม่รุ้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไรอยู่ การกระทำ วิธีคิด นิสัย ฯลฯ ของเขา กำลังทำให้โลกวิบัติมากขึ้น ทั้งด้านโลกร้อน ศีลธรรมเสื่อม ความทุกข์ น้ำใจ ฯลฯ</p>
<p>ผู้บริหารฝรั่ง ไทย ญี่ปุ่นมากมาย จบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย เป็นโรคร้าย (ก็ดูดบุหรี่กันสะประมาณนั้น) หย่าร้าง อมทุกข์ โรคหัวใจ ฯลฯ</p>
<p>คนแนว Newtonian จะมีปัญญามาก แต่ ขาดสติ ฉลาดมากแต่ไม่เฉลียว เก่งมากแต่แล้งน้ำใจ พวกเขายังตอบตนเองไม่ได้ว่า “เกิดมาทำไม?” เขาอาจจะตอบว่า ถล่มทรัพยากรที่มีน้อยนิดให้สิ้นไป เอาความมันส์ และ สะใจเป็นตัวตั้ง</p>
<p>บ่อยครั้ง ที่ผมมองผู้บริหารแบบนี้ อย่างตรงไปตรงไป ตามความเป็นจริงว่า พวกเขา เจอโรคร้าย ที่ชื่อ ว่า “หลง” ไปเต็มตัว แต่ ถ้ามองในแง่ดี มีคนแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ต้องขอบคุณในความเสียสละของเขา เพราะ ในชาติหน้า ในอนาคตกาล จะได้มีวัว ควายไว้ให้ ชาวนาทำนา ปลูกข้าว ไปถวายพระบ้าง</p>
<p><strong>ผู้บริหารแบบ Bohmian</strong></p>
<p>เพื่อความอยู่รอดจากภัยพิบัติใหญ่ของโลก คือ สภาวะโลกร้อน เราต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ปรับ paradigm (อ่านว่า พาราดาม แปลว่า กระบวนทัศน์) หรือ ความคิดที่ใช้จนเป็นสันดานไปแล้ว แก้ไขได้ยาก เช่น งกๆเค็มๆ บ้าอำนาจ ชอบสั่ง ไม่เห็นใจคนอื่น ดูถูกคนอื่น เห็นคนอื่นโง่กว่า ฟังใครไม่จบ ฯลฯ ให้ออกมาเป็น กระบวนทัศน์ที่ทำให้โลกใบเล็กๆนี้ สวยงาม สะอาด มีความสุขอย่างยั่งยืน (Sustainable)</p>
<p>ผู้บริหาร ผู้คนแบบ Bohmian จะ มีลักษณะ ดังนี้</p>
<p>มีเป้าหมายแบบพหุ หรือ Multiple bottom line นั่นคือ ไม่ได้มองแค่ เงิน อำนาจ เท่านั้น แต่มองไปถึงต้นทุนทางสังคม (Network or social capital) ต้นทุนทางปัญญา (Intellectual capital) ต้นทุนทางการมีใจให้กัน (Collaboration capital) ด้วย พวกเขาไม่ได้เอา “เงิน” เป็นตัวตั้ง ไม่ได้เกิดมาเพื่อ “กิน ขับถ่าย สืบพันธุ์ นอน” เท่านั้น แต่ ห่วงใยลูกหลาน ค้นหาทางพ้นทุกข์อย่างยั่งยืน เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง เฉลียวใจ (Sensing) เป็นคนที่ ฉลาดและเฉลียว มีสติและปัญญา</p>
<p>แนว Bohmian จะมองสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง เข้าใจ ความซับซ้อน (Complexity) ซึ่ง Peter Senge (อ่านว่า เซ็งกี้ เพราะ คุณกิดากร อังคณารักษ์ ของปูนใหญ่ (SCG) ไปถามตัวต่อตัวมาแล้ว ที่ Atlanta ต้นปี 2007 นี้เอง) ได้พยายามสอน ชี้ทาง ให้ ผู้บริหารสมัยใหม่ เข้าใจ complexity ให้ได้ ผมเองก็ใช้เวลานานกว่าจะเข้าถึง (ไม่ใช่แค่ เข้าสมอง หรือ เข้าใจ) เรื่องความซับซ้อนนี้ และ ก็ใช้เวลานานมาก กว่าจะทำให้ผู้บริหารหลายๆท่าน เข้าถึงเช่นกัน</p>
<p>สมัยก่อน เราชอบมองอย่างแยกส่วน ตามแนว Newtonian (แนวอุตสาหกรรม) หรือ ทวินิยม เช่น นี่สมองซ้าย นี่สมองขวา คนนี้เลว คนนี้ดี คนนี้โรงงาน คนนี้ออฟฟิศ คนนี้ช่าง คนนี้วิศวะ คนนี้เจ้านาย คนนี้ลูกน้อง ฯลฯ แต่ ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ใช่แบบนั้น ลองเอาสิ่งที่ผมเขียนแนะนำไว้นี้ ไปสังเกตดูเอง ไปศึกษาแบบลงมือทำ ทดลองทำ (แนว Action learning หรือ Learning by doing) ก็จะค้นพบ เข้าใจ และ เข้าถึง</p>
<p>ถ้าส่ง ผู้บริหารแนว Newtonian ไปเรียนวิชาอะไรก็แล้วแต่ เช่น TQM / TPM / ISO / KPI &amp; BSC / LO &amp; KM / OD ฯลฯ รับรองได้เลยว่า จะ “มองมุมเดียว” ตามนิสัยที่ติดยึดนั้นๆ</p>
<p>พวกนี้ เป็นคนแบบ hard แข็งๆ ทื่อ ๆ หา “ใจ” ตนเองไม่เจอ อยู่ในโลกของทวินิยม ใช้โหมดเร่งรีบมากเกินไป ไม่รู้จะรีบไปไหน รีบจนหา sensing ไม่เจอ เร่ง Result จนพลาดกระบวนการ</p>
<p>ตัวอย่าง บ้าน TQM ของ Dr Kano หรือ เสาหลัก ของ TPM คนที่มาแนวแข็งๆ งกๆ เค็มๆ ทวินิยม บ้า results นักล่ารางวัล วิทยากรบ้าเครื่องมือ ที่ปรึกษาบ้าใบรับรอง ฯลฯ จะมองไม่เห็น ฐานบ้าน ( แรงผลักดัน ความร่วมมือ คิดเป็น กำลังใจ จิตวิทยา ความรู้พื้นฐาน ฯลฯ) พวกเขา จะ เห็นแต่ เสาหลัก โดยเฉพาะ เห็นเครื่องมือต่างๆ อุปมา “คนป่าได้ปืน” (เป็นสำนวนทางล้านนา คือ คนที่ไม่รู้จักอาวุธ ว่าใช้อย่างไร แต่ มาถืออาวุธอยู่ โอกาสยิง ลั่นกระสุนแบบโง่ มีสูงมาก) หรือ อุปมา “คนบ้าถือมีด” “วิทยากรได้เครื่องมือใหม่” จะบ้าเลือดออกไปสอน ผู้บริหารบ้าระบบ บ้ารางวัล จะรีบเอาไปจัดฉาก ทำยอดขาย</p>
<p>ผมคงไม่มองว่า เราต้อง ย้ายมาเป็น Bohmian หรือ Holistic แบบข้ามคืนนะครับ เพราะ มันไม่ง่ายขนาดนั้น การจะเปลี่ยน ต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงประจักษ์ การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Constructivism learning) หลายวัน หลายโครงงาน</p>
<p>แนว Bohmian ที่พอจะเห็นๆ คือ เศรษฐกิจพอเพียง ไร่นาสวนผสม วนเกษตร (ป่า กับ เกษตรกรรม ปนๆกัน) ที่เราเอาแนวคิดเหล่านี้ มาประยุกต์ใช้ได้ในทุกองค์กร ไม่ว่า จะเป็นโรงงาน หรือ บริการ</p>
<p><strong>โหมดต่างๆ ในชีวิต </strong></p>
<p>ผมมองว่า คนเรา ควรรู้และเข้าใจ Mode (โหมด) ต่างๆ ที่หลากหลาย ไม่ใช่ แข็งทื่อ ซี้ปังเท้า มีโหมดเดียว</p>
<p>โหมดต่างๆ ได้แก่ ( ใช้คำว่า ได้แก่ หมายความว่า มีมากกว่าที่นำเสนอ และ เปลี่ยนแปลงได้)</p>
<p>โหมดเรียนรู้ ในโหมดนี้ เราจะตื่นรู้ เสือกๆ สอดรู้ สอดเห็น เปิดใจ ถอดยศ ถอดตำแหน่ง สุนทรียสนทนา เข้าค่ายเรียนรู้ ฯลฯ ทำให้กระบวนทัศน์ดีขึ้น เฉลียว (sensing) ดีขึ้น สติดีขึ้น</p>
<p>โหมดทำงาน ควบคุม ตามแผน ตามสั่ง เป็นโหมด ที่ต้องอดทน ทำอะไรที่ซ้ำซาก หรือ อย่าขัดคำสั่ง เช่น ตอนรบเราต้องฟังแม่ทัพ ไม่ใช่ จะมาใช้โหมดเรียนรู้ขณะรบ ควรรอ รบเสร็จ ค่อยทำ AAR (After action review) แม่ทัพก็จะอธิบายเหตุผล ไม่ใช่ มาถามตอนกำลังรบ</p>
<p>โหมดเอาตัวรอด หรือ Survival เป็นโหมด ที่พนักงานใช้บ่อย และ เรานึกว่าพนักงานใช้โหมดทำงานสะอีก เขาทำไปแบบแกนๆ ไม่มี “ใจ” ให้องค์กร</p>
<p>โหมดปิดการรับรู้ เป็นไม้ตายซาก ต่อต้านสังคม (วิจารณ์ ด่าทอ ไปทั่ว แต่ ไม่ลงมือทำ ไม่แนะนำอะไร) ไม่เอาอะไรทั้งนั้น (หลบได้หลบ) รอเกษียณ (ใครอย่ามายุ่งกับฉัน) เป็นโหมดของพวก Ignorant น่ากลัว ไร้ประโยชน์ เพราะ ไม้ผุๆในป่ายังเป็นอาหารให้ปลวก เป็นที่หลบภัยของสัตว์เล็ก เป็นปุ๋ย ดีกว่า คนพวกนี้เยอะ แต่ ก็แก้ได้ครับ เพียงแต่นานหน่อย เราต้องค้น แคะ ปมในใจ (Mental model) ของเขาออกมาให้ได้</p>
<p>คนแบบ Newtonian จะมีโหมดเดียว ทำให้ เป็นผู้บริหารที่หลงตนเอง ขี้โม้ เอาแต่ใจตัว ใช้เงินฟาดหัว สร้างภาพ เอาเปรียบสังคม ชอบเอาชนะ แพ้ไม่เป็น ไม่สนใจสภาวะโลกร้อน มีโลกทัศน์แคบๆ แม้นว่าจะเดินทางรอบโลกหลายรอบก็ตาม ไม่เข้าใจตนเอง หลอกตนเองว่าเข้าใจ แล้วจะไปเข้าใจคนอื่นได้อย่างไร</p>
<p>ผู้บริหารแนว Newtonian อาจจะเรียนสูง ตำแหน่งสูง เก่ง แต่ ….. ขาดโอกาสในการศึกษา โดยเฉพาะ ศาสตร์ที่ทำให้ ตัวผู้บริหารมีความสุขอย่างแท้จริง</p>
<p>เราทำร้ายธรรมชาติมามากแล้ว ระวังนะครับ ตาธรรมชาติเขาจะเอาคืนแล้ว น้ำแข็งขั้วโลกละลายทุกวัน น้ำแข็งที่ยอดเขา Everest ก็ถล่มลงมาแล้ว สภาวะอากาศทำนายไม่ได้ง่ายๆอีกแล้ว ฯลฯ รีบเร่ง สร้างกำลังสติ ค้นคว้าศึกษาความคิดและจิตใจตนเองให้มากๆไว้ เพราะ ตอนนี้ มันสายไปแล้ว</p>
<p>ที่มา <a href="http://citecclub.org/forum/non-computer-knowledge-29/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-5994/" target="_blank">http://citecclub.org</a></div>
<p class="addtoany_share_save_container">
    <a class="a2a_dd addtoany_share_save" href="http://www.addtoany.com/share_save?sitename=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95&amp;siteurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F&amp;linkname=%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%20%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2&amp;linkurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F%3Fp%3D223"><img src="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/plugins/add-to-any/share_save_120_16.gif" width="120" height="16" alt="Share/Save/Bookmark"/></a>

	</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wuttanan.com/few/?feed=rss2&amp;p=223</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมเด็กไทยปฏิเสธไม่เป็น..!!</title>
		<link>http://www.wuttanan.com/few/?p=221</link>
		<comments>http://www.wuttanan.com/few/?p=221#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 15:35:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ชิตพงษ์ วุทธานันท์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สื่อที่น่าสนใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wuttanan.com/few/?p=221</guid>
		<description><![CDATA[
คนเป็นพ่อแม่มักจะชื่นชมและชื่นชอบลูกในเวลาที่เชื่อฟัง หรือปฏิบัติตามที่พ่อแม่ต้องการ แล้วก็จะบอกว่าลูกเราเป็นเด็กดี เป็นเด็กว่าง่าย เลี้ยงง่าย 
ในทางตรงข้ามถ้าลูกไม่เชื่อฟัง ให้ทำอะไรถ้าไม่ยอมทำ หรือพูดอะไรมักจะเถียง หรือไม่ฟังพ่อแม่ ก็มักทำให้พ่อแม่หัวเสีย และลงท้ายต่อว่าลูกว่าเป็นเด็กดื้อ เลี้ยงยาก ยิ่งถ้ามีลูกสองคนแล้วมีนิสัยตรงข้ามกันอย่างนี้ ลูกคนที่เชื่อฟัง ก็มักจะเป็นลูกคนโปรด
และความคิดเหล่านี้ก็ไม่ใช่เฉพาะพ่อแม่ลูกเท่านั้น แต่ผู้ใหญ่ในสังคมทุกระดับก็มักจะชื่นชอบเด็กในทุกระดับที่เชื่อฟังเช่นกัน
เราต้องยอมรับว่าค่านิยม และทัศนคติในการเลี้ยงดูลูกในบ้านเรา ยังคงเป็นเรื่องที่ถูกบ่มเพาะกันรุ่นแล้วรุ่นเล่าสอนให้ลูกเชื่อฟังพ่อแม่ บางคนถึงขนาดสอนให้เชื่อโดยปราศจากเงื่อนไข ด้วยความคิดที่ว่าเพราะพ่อแม่รักลูก สิ่งที่ทำล้วนแล้วแต่ปรารถนาดีต่อลูกทั้งสิ้น
ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งที่เชื่อฟังพ่อแม่มาโดยตลอด แท้จริงแล้ว วันหนึ่งอาจกลายเป็นดาบสองคมในการย้อนกลับมาทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว..!!
และด้วยระบบที่เด็กถูกสอนให้เชื่อพ่อแม่ พอเข้าสู่รั้วโรงเรียนก็ถูกหล่อหลอมให้เชื่อคุณครู และเมื่อเขาเติบโตเข้าสู่สังคม ก็ถูกสอนให้เชื่อผู้นำในองค์กร ในชุมชน ในหน่วยงาน องค์กรนั้นๆ เรียกง่ายๆ ก็คือ เด็กๆ ในบ้านเราส่วนใหญ่เติบโตมาในสังคมที่ถูกบ่มเพาะให้เชื่อผู้นำ
ผลที่ตามมาก็คือ
หนึ่ง เด็กไม่เป็นผู้นำ ชอบเป็นผู้ตามมากกว่า ชอบเดินตามกรอบที่ผู้ใหญ่ขีดเส้นทางไว้ให้ ดังประโยคที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ว่า &#8220;เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด&#8221; โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาเมื่อพวกเขาเหล่านั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่
สอง เด็กไม่กล้าแสดงออก เพราะขาดความมั่นใจในตนเอง เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองมักจะเป็นคนคิด คนทำให้เป็นส่วนใหญ่ จึงไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใดๆ ออกมา
สาม เด็กไม่กล้าปฏิเสธ เมื่อประสบปัญหาก็ไม่กล้า ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ และปัญหาเรื่องเพศก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งเช่นกัน เพราะเด็กปฏิเสธไม่เป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กสาวเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น อาจประสบปัญหาเมื่อแฟนขอมีเพศสัมพันธ์ ก็ไม่กล้าปฏิเสธ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div class="wp-caption aligncenter" style="width: 410px"><img title="ขอบคุณภาพประกอบจาก www.mychildhealth.net" src="http://pics.manager.co.th/Images/554000002082002.JPEG" alt="ขอบคุณภาพประกอบจาก www.mychildhealth.net" width="400" height="276" /><p class="wp-caption-text">ขอบคุณภาพประกอบจาก www.mychildhealth.net</p></div></p>
<p><span><strong>คนเป็นพ่อแม่มักจะชื่นชมและชื่นชอบลูกในเวลาที่เชื่อฟัง หรือปฏิบัติตามที่พ่อแม่ต้องการ แล้วก็จะบอกว่าลูกเราเป็นเด็กดี เป็นเด็กว่าง่าย เลี้ยงง่าย </strong></span></p>
<p>ในทางตรงข้ามถ้าลูกไม่เชื่อฟัง ให้ทำอะไรถ้าไม่ยอมทำ หรือพูดอะไรมักจะเถียง หรือไม่ฟังพ่อแม่ ก็มักทำให้พ่อแม่หัวเสีย และลงท้ายต่อว่าลูกว่าเป็นเด็กดื้อ เลี้ยงยาก ยิ่งถ้ามีลูกสองคนแล้วมีนิสัยตรงข้ามกันอย่างนี้ ลูกคนที่เชื่อฟัง ก็มักจะเป็นลูกคนโปรด</p>
<p>และความคิดเหล่านี้ก็ไม่ใช่เฉพาะพ่อแม่ลูกเท่านั้น แต่ผู้ใหญ่ในสังคมทุกระดับก็มักจะชื่นชอบเด็กในทุกระดับที่เชื่อฟังเช่นกัน</p>
<p>เราต้องยอมรับว่าค่านิยม และทัศนคติในการเลี้ยงดูลูกในบ้านเรา ยังคงเป็นเรื่องที่ถูกบ่มเพาะกันรุ่นแล้วรุ่นเล่าสอนให้ลูกเชื่อฟังพ่อแม่ บางคนถึงขนาดสอนให้เชื่อโดยปราศจากเงื่อนไข ด้วยความคิดที่ว่าเพราะพ่อแม่รักลูก สิ่งที่ทำล้วนแล้วแต่ปรารถนาดีต่อลูกทั้งสิ้น</p>
<p>ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งที่เชื่อฟังพ่อแม่มาโดยตลอด แท้จริงแล้ว วันหนึ่งอาจกลายเป็นดาบสองคมในการย้อนกลับมาทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว..!!</p>
<p>และด้วยระบบที่เด็กถูกสอนให้เชื่อพ่อแม่ พอเข้าสู่รั้วโรงเรียนก็ถูกหล่อหลอมให้เชื่อคุณครู และเมื่อเขาเติบโตเข้าสู่สังคม ก็ถูกสอนให้เชื่อผู้นำในองค์กร ในชุมชน ในหน่วยงาน องค์กรนั้นๆ เรียกง่ายๆ ก็คือ เด็กๆ ในบ้านเราส่วนใหญ่เติบโตมาในสังคมที่ถูกบ่มเพาะให้เชื่อผู้นำ</p>
<p><span><strong>ผลที่ตามมาก็คือ</strong></span></p>
<p><span><strong>หนึ่ง</strong></span> เด็กไม่เป็นผู้นำ ชอบเป็นผู้ตามมากกว่า ชอบเดินตามกรอบที่ผู้ใหญ่ขีดเส้นทางไว้ให้ ดังประโยคที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ว่า &#8220;เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด&#8221; โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาเมื่อพวกเขาเหล่านั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่</p>
<p><span><strong>สอง</strong></span> เด็กไม่กล้าแสดงออก เพราะขาดความมั่นใจในตนเอง เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองมักจะเป็นคนคิด คนทำให้เป็นส่วนใหญ่ จึงไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใดๆ ออกมา</p>
<p><span><strong>สาม</strong></span> เด็กไม่กล้าปฏิเสธ เมื่อประสบปัญหาก็ไม่กล้า ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ และปัญหาเรื่องเพศก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งเช่นกัน เพราะเด็กปฏิเสธไม่เป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กสาวเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น อาจประสบปัญหาเมื่อแฟนขอมีเพศสัมพันธ์ ก็ไม่กล้าปฏิเสธ ขาดทักษะที่จะปฏิเสธ ไม่รู้จะจัดการอย่างไร จนนำไปสู่ความเลยเถิด ซึ่งทำให้เกิดสภาพปัญหาเรื่องท้องไม่พร้อม และโรคภัยต่างๆ ที่มากับการมีเพศสัมพันธ์</p>
<p><span>ยิ่งพอถึงช่วงวันวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรัก เด็กวัยรุ่นจึงมักตกเป็นจำเลยของสังคมทุกครั้งไป </span><br />
<span>แท้จริงแล้ว พ่อแม่ ผู้ปกครองควรสอนให้ลูกรู้จักการ &#8220;ปฏิเสธเป็น&#8221; ตั้งแต่เด็ก แต่เป็นการปฏิเสธแบบมีเหตุมีผล</span></p>
<p><span><strong>สิ่งที่ควรปลูกฝัง คือ</strong></span></p>
<p><span><strong>หนึ่ง</strong></span> สร้างความมั่นใจให้กับลูกตั้งแต่เล็ก ด้วยการมอบความรัก ความอบอุ่น และความเข้าอกเข้าใจลูก เมื่อเด็กเกิดความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจ ก็จะทำให้เชื่อมั่นในตนเอง</p>
<p><span><strong>สอง</strong></span><strong> </strong>สอนให้ลูกมีเหตุมีผล การเชื่อฟังพ่อแม่เป็นเรื่องดี แต่ก็สามารถที่จะแย้งได้เมื่อเห็นต่าง เพื่อกระตุ้นให้เด็กฝึกคิด และแก้ปัญหา</p>
<p><span><strong>สาม</strong></span> เสริมความเป็นผู้นำให้ลูก ด้วยการมอบหมายให้ลูกทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยตนเอง และควรชื่นชมเมื่อลูกสามารถทำสำเร็จ</p>
<p><span><strong>สี่</strong></span> ฝึกให้ลูกปฏิเสธ เมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และค่อยๆ เพิ่มระดับการปฏิเสธด้วยการพูดคุยและสมมติสถานการณ์ต่างๆ เพิ่มเติมด้วยก็ได้</p>
<p><span><strong>ผลสำรวจของโพลล์เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรของกลุ่มวัยรุ่นในบ้านเราส่วนใหญ่ พบว่าเกิดจากการที่เด็กสาวจำนวนมากไม่กล้าปฏิเสธแฟนเพศตรงข้าม </strong></span></p>
<p><span>ประเด็นเรื่องเด็กปฏิเสธไม่เป็น ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ผู้ใหญ่จะละเลยอีกต่อไปแล้ว เพราะปัญหานี้ได้กลายเป็นปัญหาระดับชาติ ที่เรามักพบเห็นตามสื่อ และกระแสสังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์เป็นประจำทุกปี เมื่อถึงวันแห่งความรัก </span></p>
<p><span><strong>เราอยากจะเฝ้ามองลูกหลานของเราเติบโตต่อไปอย่างไร เมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น </strong></span></p>
<p><span><strong>แล้วเราอยากให้ลูกเรา &#8220;ปฏิเสธเป็น&#8221; หรือเปล่า&#8230;!!!</strong></span></p>
<p><strong>โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน</strong></p>
<p><strong>ที่มา Manager Online - <a href="http://manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9540000019594" target="_blank">ทำไมเด็กไทยปฏิเสธไม่เป็น..!!</a></strong></p>
<p class="addtoany_share_save_container">
    <a class="a2a_dd addtoany_share_save" href="http://www.addtoany.com/share_save?sitename=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95&amp;siteurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F&amp;linkname=%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%98%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99..%21%21&amp;linkurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F%3Fp%3D221"><img src="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/plugins/add-to-any/share_save_120_16.gif" width="120" height="16" alt="Share/Save/Bookmark"/></a>

	</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wuttanan.com/few/?feed=rss2&amp;p=221</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ธรรมยาตรา &#8220;ศรัทธาแห่งสายน้ำ จากขุนเขาน้ำแม่ปิง สู่ที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา&#8221; ณ นครสวรรค์</title>
		<link>http://www.wuttanan.com/few/?p=213</link>
		<comments>http://www.wuttanan.com/few/?p=213#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Jan 2011 16:24:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ชิตพงษ์ วุทธานันท์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ประกาศ]]></category>

		<category><![CDATA[ธรรมยาตรา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wuttanan.com/few/?p=213</guid>
		<description><![CDATA[ขอเชิญเข้าร่วมและเผยแพร่ธรรมทาน
ธรรมยาตรา &#8220;ศรัทธาแห่งสายน้ำ จากขุนเขาน้ำแม่ปิง สู่ที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา&#8221; ณ นครสวรรค์


ในช่วงวันเสาร์ที่ 8 มกราคม ถึง เสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554

กิจกรรมเวทีสาธารณะจัดงานมหกรรมสัปดาห์การจัดการทรัพยากรน้ำ
ครั้งที่ 1 ที่ จ.นครสวรรค์  ระหว่างวันที่ 8 - 15 มกราคม 2554
(ครั้งที่ 2 ที่ จ.สมุทรสาคร ระหว่างวันที่ 20 – 26 กุมภาพันธ์ 2554)

การเดินธรรมยาตรา จากขุนเขาน้ำแม่ปิง สู่ที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาครั้งนี้ เป็นการเดินด้วยศรัทธาของคนกลุ่มหนึ่งที่มีต่อธรรมชาติ เมื่อธรรมชาติกำลังถูกทำลาย ผู้คนกลุ่มนี้ ได้ตัดสินใจที่จะเดินบำเพ็ญเพียร ตามสายน้ำ เพื่อที่จะน้อมรับฟังความในใจของธรรมชาติที่ส่งผ่านไปกับสายน้ำ และเพื่อที่จะสื่อสารไปยังผู้คนทั้งหลาย ให้รับรู้ถึงความในใจ เป็นการเปิด และฟื้นฟูมิติความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับธรรมชาติทางสำนึกและจิตวิญญาณ
โดยการเดินทางจะลัดเลาะไปตามพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำ ผ่านชุมชนต่างๆ ที่มีสายน้ำแม่ปิง และแม่น้ำเจ้าพระยาไหลไประยะทางประมาณ1,200 กิโลเมตร เวลาประมาณ 4 เดือน ( พ.ย. 53 – ก.พ. 54 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4 style="text-align: center;"><span class="ecx">ขอเชิญเข้าร่วมและเผยแพร่ธรรมทาน</span></h4>
<div style="text-align: center;"><span class="ecx" style="font-family: 'Segoe UI', Tahoma, Verdana, Arial, sans-serif; color: #ff0000; font-size: large;"><span class="ecx">ธรรมยาตรา &#8220;ศรัทธาแห่งสายน้ำ จากขุนเขาน้ำแม่ปิง สู่ที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา&#8221; ณ นครสวรรค์</span></span></div>
<div><span class="ecx" style="font-family: 'Segoe UI', Tahoma, Verdana, Arial, sans-serif; color: #ff0000; font-size: large;"><span class="ecx"><br />
</span></span></div>
<h4 style="text-align: center;"><span>ในช่วงวันเสาร์ที่ 8 มกราคม ถึง เสาร์ที่ </span><span class="ecx" style="font-family: 'Segoe UI', Tahoma, Verdana, Arial, sans-serif; color: #0f243e;"><span class="ecx">26 กุมภาพันธ์ 2554</span></span></h4>
<h4 style="text-align: center;"><span class="ecx" style="font-family: 'Segoe UI', Tahoma, Verdana, Arial, sans-serif;"><span class="ecx"></p>
<h4><span class="ecx">กิจกรรมเวทีสาธารณะจัดงานมหกรรมสัปดาห์การจัดการทรัพยากรน้ำ</span></h4>
<h4><span class="ecx" style="color: #ff0000;">ครั้งที่ 1 ที่ จ.นครสวรรค์  ระหว่างวันที่ 8 - 15 มกราคม 2554</span></h4>
<h4 style="text-align: center;"><span class="ecx">(ครั้งที่ 2 ที่ จ.สมุทรสาคร ระหว่างวันที่ 20 – 26 กุมภาพันธ์ 2554)</span></h4>
<p></span></span></h4>
<h4 style="text-align: left;"><span class="ecx"><strong>การเดินธรรมยาตรา จากขุนเขาน้ำแม่ปิง สู่ที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา</strong>ครั้งนี้ เป็นการเดินด้วยศรัทธาของคนกลุ่มหนึ่งที่มีต่อธรรมชาติ เมื่อธรรมชาติกำลังถูกทำลาย ผู้คนกลุ่มนี้ ได้ตัดสินใจที่จะเดินบำเพ็ญเพียร ตามสายน้ำ เพื่อที่จะน้อมรับฟังความในใจของธรรมชาติที่ส่งผ่านไปกับสายน้ำ และเพื่อที่จะสื่อสารไปยังผู้คนทั้งหลาย ให้รับรู้ถึงความในใจ เป็นการเปิด และฟื้นฟูมิติความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับธรรมชาติทางสำนึกและจิตวิญญาณ</span></h4>
<div style="text-align: left;"><span class="ecx">โดยการเดินทางจะลัดเลาะไปตามพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำ ผ่านชุมชนต่างๆ ที่มีสายน้ำแม่ปิง และแม่น้ำเจ้าพระยาไหลไประยะทางประมาณ1,200 กิโลเมตร เวลาประมาณ 4 เดือน ( พ.ย. 53 – ก.พ. 54 ) ผ่าน 14 จังหวัด</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ระยะที่</span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">1 </span></strong>เดินตั้งแต่ขุนน้ำแม่ปิง บ้านเมืองนะเหนือ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ลัดเลาะไปตามสายน้ำแม่ปิง ผ่านจังหวัดเชียงใหม่ บางส่วนของจังหวัดลำพูน ลำปาง ตาก สิ้นสุดที่บริเวณเขื่อนภูมิพล</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ระยะที่</span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">2 </span></strong>เดินตั้งแต่ใต้เขื่อนภูมิพล ไปตามสายน้ำแม่ปิง ผ่านจุดที่น้ำแม่วัง ซึ่งไหลมาจาก จ.ลำปาง มาบรรจบ ในพื้นที่จังหวัดตาก กำแพงเพชร และสิ้นสุดที่ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ระยะที่</span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;">3 </span></strong>เดินจาก ปากน้ำโพ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำทั้ง 4 สาย ได้แก่ ปิง วัง ยม (แพร่) และ น่าน ไหลมาบรรจบกัน และเป็นจุดเริ่มต้นของแม่น้ำเจ้าพระยา จากนครสวรรค์ ไป ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ</p>
<p></span></div>
<div style="text-align: left;"><span class="ecx"><span class="ecx"><span class="ecx" style="color: #0070c0;"><strong>และเรียนเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธา</strong>สามารถที่จะเข้าร่วมกิจกรรมในโครงการเดินธรรมยาตรา <strong>จากขุนเขาน้ำแม่ปิง  สู่ที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา</strong> ได้ดังนี้</p>
<ol>
<li>ร่วมเป็นอาสาสมัครเดินธรรมยาตราตามวันเวลา สถานที่ ที่ท่านสะดวก โดยติดต่อกับคณะทำงานเป็นระยะ</li>
<li>ร่วมบริจาคอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้อื่นๆ ตามความจำเป็นให้กับคณะเดินทาง และอาสาสมัครที่ร่วมเดิน</li>
<li>ร่วมบริจาคทรัพย์ เพื่อจัดตั้งเป็น &#8220;<strong>กองทุนเพื่อสายน้ำ&#8221; </strong>ที่มุ่งเน้นจะส่งเสริมกิจกรรมของเด็กและเยาวชนที่มีต่อสายน้ำทั่วประเทศ</li>
<li><span class="ecx">
<div><span class="ecx">เรียนเชิญร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลผ่าน Twitter ด้วย tag #DharmaYatra</span></div>
<div><span class="ecx">(ซึ่งทางคณะผู้ประสานงานจังหวัดนครสวรรค์จะมีอาสาสมัครพิมพ์ข้อมูลเผยแพร่ตลอดช่วงเวลาจัดงาน)</span></div>
<p></span></li>
</ol>
<p></span></span></span></div>
<div style="text-align: left;"><span class="ecx" style="color: #e36c0a;"><span class="ecx"><span class="ecx"><strong></strong></p>
<p><strong><strong>วิธีการดำเนินงาน</strong></strong></p>
<ul>
<li><strong><strong>คณะที่เดินธรรมยาตรา</strong></strong></li>
</ul>
<p><strong>คณะ ที่เดินธรรมยาตรา จะเดินด้วยความสงบ ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น รับรู้การสัมผัสทุกย่างก้าว ในช่วงเช้าจะมีการเดินสวดมนต์และภาวนา ในส่วนของกลางวันจะสื่อสารพบปะ พูดคุยกับผู้คนระหว่างทาง ในส่วนของตอนเย็นและกลางคืน จะมีการตั้งวงพูดคุย เสวนา รับรู้ รับฟังเรื่องราวสภาพปัญหา ความต้องการต่างๆ ที่เกี่ยวกับป่า และแม่น้ำ รวมไปถึงทรัพยากรอื่นๆ</strong></p>
<ul>
<li><strong><strong>คณะทำงานเพื่อประสานงานและอำนวยความสะดวก</strong></strong></li>
</ul>
<p><strong>คณะ ทำงานดังกล่าวนี้ จะทำหน้าที่สำรวจเส้นทาง จัดเก็บข้อมูล ติดต่อประสานงาน นัดหมายกับชุมชน เตรียมการจัดเวทีเสวนา รวมทั้งการถ่ายภาพประกอบ การบันทึกเรื่องราวต่างๆ และการเผยแพร่ให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวางต่อไป</strong></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p><strong><strong>ติดต่อประสานงาน</strong></strong></p>
<p><strong>คุณนิคม พุทธา 081 – 992 6031 Email <a href="mailto:pingwatershed@yahoo.com">pingwatershed@yahoo.com</a></strong></p>
<p><strong>คุณนิติศักดิ์ โตนิติ 081-625 7811 Email <a href="mailto:nitisak_toniti@yahoo.com">nitisak_toniti@yahoo.com</a></strong></p>
<p><strong>คุณเอื้องทิพย์ ชุมภู 086 – 6543952 Email   <a href="mailto:nammaeping@gmail.com">nammaeping@gmail.com</a></strong></p>
<p><strong>คุณวริสรา กริชไกรวรรณ 081 – 948 8185 Email <a href="mailto:pusaidad@gmail.com">pusaidad@gmail.com</a></strong></p>
<p><strong><strong><span style="text-decoration: underline;">สำนักงานประสานงาน</span></strong>โครงการจัดการลุ่มน้ำแม่ปิง เลขที่ 418 หมู่ 7 ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 50170 โทร. 053 – 455785 <a href="http://www.doichiangdaocampingsite.com/" target="_blank">www.doichiangdaocampingsite.com</a></strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>ร่วมบริจาคสมทบ <strong>“ กองทุนเพื่อสายน้ำ”</strong>ได้ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาเชียงดาว</strong></p>
<p><strong>ชื่อบัญชี โครงการอนุรักษ์ลุ่มน้ำแม่ปิง</strong></p>
<p><strong>เลขที่ 516-1-35859-9</strong></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p><strong>คณะที่ร่วมเดินทาง (ตลอดทาง)</strong></p>
<ol>
<li>สมณะกลางดิน โสรัจโจ สำนักปฏิบัติทะเลธรรม จ.ตรัง</li>
<li>นายนิคม พุทธา โครงการจัดการลุ่มน้ำแม่ปิง จ.เชียงใหม่</li>
<li>นายอาทิตย์ ชูสกุลธนะชัย อาสาสมัครเดินธรรมยาตรา จ.นครราชสีมา</li>
<li>น.ส. แพรแสงแก้ว ธนะจาลุภมร อาสาสมัครเดินธรรมยาตรา จ.กรุงเทพมหานคร</li>
</ol>
<p>(โครงการฯ กำลังเปิดรับอาสามัครร่วมเดิน)</p>
<p></span></span></span></div>
<h4 style="text-align: left;"><span> </span></h4>
<h1 style="text-align: left;"><span>ที่ปรึกษาโครงการ (ร่วมเดินเป็นครั้งคราว)</span></h1>
<p class="ecxMsoNormal" style="text-align: left;"><span><img src="http://ignite.in.th/users/60924/assets/301730_880777.jpg" border="0" alt="http://ignite.in.th/users/60924/assets/301730_880777.jpg" width="192" height="133" /><strong><span><br />
พระไพศาล วิสาโล</span></strong><br />
</span><strong><span>หัวข้อ : สมานใจด้วยความดี ปลูกไมตรีในผองชน</span></strong></p>
<p class="ecxMsoNormal" style="text-align: left;"><strong><span>&#8220;<span>ชีวิตอาตมา เป็นแค่พระอย่างเดียวก็เป็นเกียรติ และประเสริฐสุดในชีวิตแล้ว ไม่มีอะไรสูงสุดกว่าการเป็นพระ ที่เหลือเป็นส่วนเกิน&#8221; &#8230;</span> </span></strong><span><br />
<span>พระไพศาล วิสาโล ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต แต่ส่วนใหญ่พระอาจารย์พำนักอยู่ที่วัดป่ามหาวัน อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ โดยจำพรรษาสลับระหว่างวัดป่าสุคะโต กับวัดป่ามหาวัน</span></span></p>
<p style="text-align: left;"><span>นอกจากการจัดอบรมปฏิบัติธรรมและการพัฒนาจริยธรรมแล้ว ท่านยังเป็นประธานเครือข่ายพุทธิกา กรรมการมูลนิธิโกมลคีมทอง กรรมการมูลนิธิสุขภาพไทย กรรมการมูลนิธิสันติวิถี กรรมการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น กรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกรรมการสภาสถาบันอาศรมศิลป์ &#8230;ทุกวันนี้ พระไพศาลยังเขียนหนังสือและบทความอยู่เป็นประจำ เป็นผลงานหลากหลายประเภท เพื่อบันทึกความคิด และถ่ายทอดออกสู่สังคมอย่างสม่ำเสมอ ผลงานล่าสุดคือ สุขแท้ด้วยปัญญา (ชมรมกัลยาณธรรม) ซึ่งรวบรวมบทความที่เขียนในช่วง </span>4 <span>ปีที่ผ่านมา</span><br />
<a href="http://www.visalo.org/" target="_blank"><span>www.visalo.org</span></a></p>
<p class="ecxMsoNormal" style="text-align: left;"><span>=======================================================</span></p>
<p class="ecxMsoNormal" style="text-align: left;"><span> </span></p>
<p class="ecxMsoNormal" style="text-align: left;"><span><img src="http://ignite.in.th/users/60924/assets/301730_880779.jpg" border="0" alt="http://ignite.in.th/users/60924/assets/301730_880779.jpg" width="192" height="133" /></span></p>
<p class="ecxMsoNormal" style="text-align: left;"><strong><span>ดร.ประมวล เพ็งจันทร์</span></strong></p>
<p style="text-align: left;"><span>อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ <strong>ผู้เริ่มต้นออกเดินเท้าจาก จ.เชียงใหม่ กลับสู่บ้านเกิดที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ด้วยระยะเวลา </strong></span><strong>66 <span>วัน ผ่านระยะทางกว่า </span>1,000<span>ก.ม. นำมาซึ่งการถ่ายทอดเรื่องราวตลอดระยะเวลาของการก้าวย่าง สะท้อนคุณค่าของการมีชีวิตอยู่กับชั่วขณะปัจจุบันผ่านหนังสือ &#8220;เดินสู่อิสรภาพ&#8221;</span></strong> <span>และอีกหลายเรื่องราวที่อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ค้นพบจากการสังเกตชีวิต และได้ถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือ เช่น &#8220;เราจะเดินไปไหน&#8221;</span>, &#8220;<span>ประมวลความรัก&#8221; เป็นต้น</span></p>
<p class="ecxMsoNormal" style="text-align: left;"><span>=======================================================</span></p>
<p class="ecxMsoNormal" style="text-align: center;"><strong>แผนการธรรมยาตราในตลาดปากน้ำโพ นครสวรรค์</strong></p>
<p class="ecxMsoNormal" style="text-align: center;"><a href="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/uploads/2011/01/e0b980e0b898e0b883e0b980e0b898e0b892e0b980e0b898e0b882e0b980e0b898e0b885e0b980e0b898e0b890e0b980e0b899ee0b980e0b898e0b88de0b980e0b898.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-214" title="ตารางธรรมยาตรานครสวรรค์" src="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/uploads/2011/01/e0b980e0b898e0b883e0b980e0b898e0b892e0b980e0b898e0b882e0b980e0b898e0b885e0b980e0b898e0b890e0b980e0b899ee0b980e0b898e0b88de0b980e0b898.jpg" alt="" width="600" /><br />
</a><a href="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/uploads/2011/01/e0b980e0b898e0b883e0b980e0b898e0b892e0b980e0b898e0b882e0b980e0b898e0b885e0b980e0b898e0b890e0b980e0b899ee0b980e0b898e0b88de0b980e0b898.jpg" target="_blank">กดลิงค์เพื่อดูเป็นภาพใหญ่</a></p>
<p class="ecxMsoNormal" style="text-align: center;"><a href="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/uploads/2011/01/e0b980e0b899ee0b980e0b898e0b88ae0b980e0b899c289e0b980e0b898c299e0b980e0b898e28094e0b980e0b898e0b892e0b980e0b898c2871.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-215" title="8 มกราคม 2544" src="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/uploads/2011/01/e0b980e0b899ee0b980e0b898e0b88ae0b980e0b899c289e0b980e0b898c299e0b980e0b898e28094e0b980e0b898e0b892e0b980e0b898c2871.jpg" alt="" width="744" height="1052" /></a></p>
<p class="ecxMsoNormal" style="text-align: center;"><a href="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/uploads/2011/01/e0b980e0b899ee0b980e0b898e0b88ae0b980e0b899c289e0b980e0b898c299e0b980e0b898e28094e0b980e0b898e0b892e0b980e0b898c2872.jpg"><img class="size-full wp-image-216 aligncenter" title="9 มกราคม 2544" src="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/uploads/2011/01/e0b980e0b899ee0b980e0b898e0b88ae0b980e0b899c289e0b980e0b898c299e0b980e0b898e28094e0b980e0b898e0b892e0b980e0b898c2872.jpg" alt="" width="744" height="1052" /></a></p>
<p class="ecxMsoNormal" style="text-align: center;"><a href="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/uploads/2011/01/e0b980e0b899ee0b980e0b898e0b88ae0b980e0b899c289e0b980e0b898c299e0b980e0b898e28094e0b980e0b898e0b892e0b980e0b898c2873.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-217" title="10 มกราคม 2544" src="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/uploads/2011/01/e0b980e0b899ee0b980e0b898e0b88ae0b980e0b899c289e0b980e0b898c299e0b980e0b898e28094e0b980e0b898e0b892e0b980e0b898c2873.jpg" alt="" width="744" height="1052" /></a></p>
<p class="addtoany_share_save_container">
    <a class="a2a_dd addtoany_share_save" href="http://www.addtoany.com/share_save?sitename=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95&amp;siteurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F&amp;linkname=%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%20%26%238220%3B%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%20%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%87%20%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%26%238221%3B%20%E0%B8%93%20%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C&amp;linkurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F%3Fp%3D213"><img src="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/plugins/add-to-any/share_save_120_16.gif" width="120" height="16" alt="Share/Save/Bookmark"/></a>

	</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wuttanan.com/few/?feed=rss2&amp;p=213</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคถนอมหลัง ช่วยทุกบ้านห่างไกลอาการปวด</title>
		<link>http://www.wuttanan.com/few/?p=211</link>
		<comments>http://www.wuttanan.com/few/?p=211#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 02 Oct 2010 12:56:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ชิตพงษ์ วุทธานันท์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wuttanan.com/few/?p=211</guid>
		<description><![CDATA[ด้วยไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องเผชิญกับความเร่งรีบ อยู่กับคอมพิวเตอร์ ขับรถ โหนรถเมล์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่อาการปวดหลังได้ง่าย ซึ่งเป็นอาการสุขภาพเสื่อมถอยที่พบในประชากรวัยผู้ใหญ่มากถึง 4 จาก 5 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 80 โดยประมาณครึ่งหนึ่ง สามารถหายจากความไม่สบายกายนี้ได้ภายใน 2 สัปดาห์ ในขณะที่ร้อยละ 90 จะหายภายใน 3 เดือน
แต่สำหรับคนที่ปวดหลัง ร้อยละ 5-10 จะมีอาการปวดหลังเรื้อรัง และก้าวไปถึงขั้นเส้นประสาทถูกทำลาย มีอาการแสดงให้เห็น 2 ด้านชัดๆ ได้แก่ กลั้นปัสสาวะ หรืออุจจาระไม่อยู่ และแขนขาอ่อนแรง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้นก่อนที่อาการทรมานจะมาถึง ลองอ่านเทคนิคจากแผนงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพที่ทีมงานนำมาฝากกันดู เชื่อว่าจะช่วยให้คุณ และคนในครอบครัวห่างไกลจากอาการปวดหลังได้ไม่น้อย

เทคนิคจัดท่วงท่าให้เข้าที่
การนั่งหรือยืนให้ถูกท่าเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อเนื่องทุกวันไปจนตลอดชีวิต เพื่อป้องกันอาการปวดหลัง รวมทั้งความเสื่อมของข้อ กระดูกและกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ
ท่ายืน ควรจะยืนตัวตรงหลังไม่โก่งหรือคด แนวติ่งหู ไหล่ และข้อสะโพกควรเป็นแนวเส้นตรง ไม่ควรยืนนานเกินไป ไม่ควรใส่รองเท้าที่มีส้น ควรจะมีเบาะรองฝ่าเท้า อย่างไรก็ตาม หากต้องยืนนานๆ ควรมีที่พักเพื่อสลับเท้าพัก หรือมีเก้าอี้หรือโต๊ะเล็กไว้วางเท้าข้างหนึ่ง
การนั่ง เป็นการเพิ่มแรงกดต่อกระดูกหลังมากที่สุด ควรมีพนักพิงหลังบริเวณเอว เลือกใช้เก้าอี้ทำงานที่นั่งสบายหมุนได้เพื่อป้องกันการบิดของเอว และมีที่พักแขนขณะที่นั่งพักหัวเข่าควรอยู่สูงกว่าระดับข้อสะโพกเล็กน้อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span><strong>ด้วยไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องเผชิญกับความเร่งรีบ อยู่กับคอมพิวเตอร์ ขับรถ โหนรถเมล์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่อาการปวดหลังได้ง่าย ซึ่งเป็นอาการสุขภาพเสื่อมถอยที่พบในประชากรวัยผู้ใหญ่มากถึง 4 จาก 5 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 80 โดยประมาณครึ่งหนึ่ง สามารถหายจากความไม่สบายกายนี้ได้ภายใน 2 สัปดาห์ ในขณะที่ร้อยละ 90 จะหายภายใน 3 เดือน</strong></span></p>
<p><span>แต่สำหรับคนที่ปวดหลัง ร้อยละ 5-10 จะมีอาการปวดหลังเรื้อรัง และก้าวไปถึงขั้นเส้นประสาทถูกทำลาย มีอาการแสดงให้เห็น 2 ด้านชัดๆ ได้แก่ กลั้นปัสสาวะ หรืออุจจาระไม่อยู่ และแขนขาอ่อนแรง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้นก่อนที่อาการทรมานจะมาถึง ลองอ่านเทคนิคจากแผนงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพที่ทีมงานนำมาฝากกันดู เชื่อว่าจะช่วยให้คุณ และคนในครอบครัวห่างไกลจากอาการปวดหลังได้ไม่น้อย<br />
</span><br />
<span><strong>เทคนิคจัดท่วงท่าให้เข้าที่</strong></span></p>
<p><span><strong>การนั่งหรือยืนให้ถูกท่าเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อเนื่องทุกวันไปจนตลอดชีวิต เพื่อป้องกันอาการปวดหลัง รวมทั้งความเสื่อมของข้อ กระดูกและกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ</strong></span></p>
<p><span><strong>ท่ายืน</strong></span> ควรจะยืนตัวตรงหลังไม่โก่งหรือคด แนวติ่งหู ไหล่ และข้อสะโพกควรเป็นแนวเส้นตรง ไม่ควรยืนนานเกินไป ไม่ควรใส่รองเท้าที่มีส้น ควรจะมีเบาะรองฝ่าเท้า อย่างไรก็ตาม หากต้องยืนนานๆ ควรมีที่พักเพื่อสลับเท้าพัก หรือมีเก้าอี้หรือโต๊ะเล็กไว้วางเท้าข้างหนึ่ง</p>
<p><span><strong>การนั่ง</strong></span> เป็นการเพิ่มแรงกดต่อกระดูกหลังมากที่สุด ควรมีพนักพิงหลังบริเวณเอว เลือกใช้เก้าอี้ทำงานที่นั่งสบายหมุนได้เพื่อป้องกันการบิดของเอว และมีที่พักแขนขณะที่นั่งพักหัวเข่าควรอยู่สูงกว่าระดับข้อสะโพกเล็กน้อย รวมทั้งมีเบาะรองเท้า และหมอนเล็กๆ รองบริเวณเอว เก้าอี้ต้องไม่สูงเกินไป ระดับเข่าควรจะอยู่สูงกว่าระดับสะโพก โดยอาจหาเก้าอี้เล็กรองเท้าเวลานั่ง</p>
<p><span><strong>การขับรถ</strong></span> โดยเฉพาะการขับรถทางไกล ควรเลื่อนเบาะนั่งให้ใกล้เพื่อป้องกันการงอหลัง หลังส่วนล่างควรจะพิงกับเบาะ เบาะไม่ควรเอียงเกิน 30 องศา เบาะนั่งควรจะยกด้านหน้าให้สูงกว่าด้านหลังเล็กน้อย หากขับรถทางไกลควรจะพักเดินทุกชั่วโมง และไม่ควรยกของหนักทันทีหลังหยุดขับ</p>
<p><span><strong>การนอน</strong></span> ที่นอนไม่ควรจะนุ่มหรือแข็งเกินไป ควรจะวางไม้หนา 1/4 นิ้ว ระหว่างสปริงและฟูก ท่าที่ดีคือให้นอนตะแคงและก่ายหมอนข้าง หรือนอนหงายโดยมีหมอนรองที่ข้อเข่า ไม่ควรนอนหงายโดยที่ไม่มีหมอนหนุน หรือนอนตะแคงโดยไม่มีหมอนข้างหรือนอนคว่ำ</p>
<p>อย่างไรก็ดี หลักการป้องกันโรคปวดหลังดีที่สุด คือ การออกกำลังกายและป้องกันหลังมิให้ได้รับอุบัติเหตุ โดยการบริหารร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอโดยเฉพาะกล้ามเนื้อหลัง เพราะหากไม่เคลื่อนไหวหรือออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง การออกกำลังจะต้องค่อยๆ สร้างความแข็งแรงทั้งกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลัง และจะต้องให้ข้อมีการเคลื่อนไหวได้ดีไม่มีข้อติด โดยการออกกำลังกายอาจจะทำได้โดยการเดินการขี่จักรยาน หรือการว่ายน้ำจะทำให้หลังแข็งแรงอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปก็คือ รักษาน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ไม่ให้อ้วนโดยการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การวิ่ง ขี่จักรยาน เป็นต้น</p>
<p><span><strong>เชื่อหรือไม่? เดินโทรฯ กระทบสันหลัง!</strong></span></p>
<p>มีผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวีนสแลนด์ ในออสเตรเลีย ระบุหากคุยโทรศัพท์ขณะเดินอยู่ อาจทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ ทั้งนี้เนื่องมาจากวิธีในการหายใจของเรานั่นเป็นเพราะร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมาให้หายใจออกเวลาเท้าแตะพื้น ซึ่งจะเป็นการช่วยป้องกันการกระแทกของกระดูกสันหลัง ดังนั้น การพูดและเดินไปพร้อมๆ กันจะทำให้รูปแบบการหายใจนี้เสีย และส่งผลต่อกระดูกสันหลังของเราได้</p>
<p>คณะวิจัยได้ทำการวัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อลำตัว ซึ่งเป็นส่วนที่ปกป้องกระดูกสันหลังในอาสาสมัครแต่ละคน พบว่า กล้ามเนื้อส่วนลำตัวจะทำงานได้อย่างเหมาะสมในคนที่เดินเฉยๆ แต่คนที่เดินไปพูดไปจะมีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณนี้น้อยกว่าปกติ และจะเป็นอันตรายต่อกระดูกสันหลัง</p>
<p><span>&#8220;ปัญหานี้เกิดขึ้นเนื่องจากวิธีในการสั่งงานของสมอง โดยกล้ามเนื้อจะมีหน้าที่หลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน และถูกสั่งการโดยสมองตามลำดับความสำคัญ ดังนั้น ขณะที่คุยโทรศัพท์และเดินไปในเวลาเดียวกัน สมองก็จะให้ความสำคัญกับการคุยโทรศัพท์มากกว่า และทำให้เสี่ยงต่อการปวดหลังได้มากขึ้น&#8221; </span>คณะวิจัยกล่าวในการนำเสนอผลวิจัยนี้ต่อที่ประชุมสมาคมประสาทวิทยาสหรัฐอเมริกา</p>
<p><span><strong>สำหรับการเดินคุยกับคนอื่นๆ นั้น ก็จัดว่าเสี่ยงต่อการปวดหลังด้วยเช่นกัน แต่การคุยโทรศัพท์มือถือขณะเดินจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นพิเศษ เพราะมักใช้เวลากับการเดินและคุยมากกว่าปกติ</strong></span></p>
<p>ที่มา <a href=" http://manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000138471" target="_blank">Manager Online - เทคนิคถนอมหลัง ช่วยทุกบ้านห่างไกลอาการปวด</a></p>
<p class="addtoany_share_save_container">
    <a class="a2a_dd addtoany_share_save" href="http://www.addtoany.com/share_save?sitename=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95&amp;siteurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F&amp;linkname=%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%20%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%94&amp;linkurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F%3Fp%3D211"><img src="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/plugins/add-to-any/share_save_120_16.gif" width="120" height="16" alt="Share/Save/Bookmark"/></a>

	</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wuttanan.com/few/?feed=rss2&amp;p=211</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีสังเกตอาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย</title>
		<link>http://www.wuttanan.com/few/?p=209</link>
		<comments>http://www.wuttanan.com/few/?p=209#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Sep 2010 03:56:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ชิตพงษ์ วุทธานันท์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wuttanan.com/few/?p=209</guid>
		<description><![CDATA[อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
1. มะเร็งปากมดลูก อาการเลือดดออกจากช่องคลอดทั้งๆที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ
หรือเกิดอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น
ให้ทำการตรวจโดยขูดเนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้
2. มะเร็งในมดลูก อาจมีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้ง
อาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อ หรือมีอาการบวมในช่องท้อง
3. มะเร็งรังไข่ จะมีอาการคือ ประจำเดือนจะมาไม่สม่ำเสมอ
หรืออาจมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์
มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย
น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง
4. มะเร็งในเม็ดเลือด(ลูคีเมีย)อาจจะมีอาการเหนื่อยง่ายและมีอาการ
ซีดเซียวกว่าปกติ มักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่าย
โดย ไม่ทราบสาเหตุ และมักจะเกิดร่วมกับอาหารปวดตามข้อต่างๆ ทั่วร่างกาย บางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง
5. มะเร็งปอด มักจะมีอาการไอบ่อย ๆ หรือ/และมีเลือดออกและมีเสมหะ
ปนมากับน้ำลาย น้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบาก
หรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้งๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
6. มะเร็งตับ จะมีอาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด
7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ
8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนานๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียวๆ
แดงๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ
การเป็นลมโดยกะทันหัน อวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงาน
เช่น มีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้
ประกอบอยู่ด้วย
9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานาน
มีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือก
เนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือเป็นเวลานาน
10. มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span>อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย</span></p>
<p>1. มะเร็งปากมดลูก อาการเลือดดออกจากช่องคลอดทั้งๆที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ<br />
หรือเกิดอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น<br />
ให้ทำการตรวจโดยขูดเนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้</p>
<p>2. มะเร็งในมดลูก อาจมีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้ง<br />
อาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อ หรือมีอาการบวมในช่องท้อง</p>
<p>3. มะเร็งรังไข่ จะมีอาการคือ ประจำเดือนจะมาไม่สม่ำเสมอ<br />
หรืออาจมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์<br />
มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย<br />
น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง</p>
<p>4. มะเร็งในเม็ดเลือด(ลูคีเมีย)อาจจะมีอาการเหนื่อยง่ายและมีอาการ<br />
ซีดเซียวกว่าปกติ มักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่าย<br />
โดย ไม่ทราบสาเหตุ และมักจะเกิดร่วมกับอาหารปวดตามข้อต่างๆ ทั่วร่างกาย บางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง</p>
<p>5. มะเร็งปอด มักจะมีอาการไอบ่อย ๆ หรือ/และมีเลือดออกและมีเสมหะ<br />
ปนมากับน้ำลาย น้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบาก<br />
หรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้งๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน</p>
<p>6. มะเร็งตับ จะมีอาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด</p>
<p>7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ</p>
<p>8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนานๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียวๆ<br />
แดงๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ<br />
การเป็นลมโดยกะทันหัน อวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงาน<br />
เช่น มีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้<br />
ประกอบอยู่ด้วย</p>
<p>9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานาน<br />
มีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือก<br />
เนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือเป็นเวลานาน</p>
<p>10. มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันที<br />
ทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้น<br />
จนสามารถจับและรู้สึกได้</p>
<p>11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อาเจียนออกมาเป็นเลือด ท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อยบ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ</p>
<p>12. มะเร็งทรวงอก อาจมีอาการมีเลือด หรือของเหลวบางอย่าง ไหลออกมาจากหัวนม บวม หรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้น มีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานาน<br />
ควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอก<br />
โดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน<br />
ทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนัง ที่เรียกว่าซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่</p>
<p>13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดท้องอย่างมาก<br />
และระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ ****ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้ว<br />
คือถ้าใช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคืออาการของริดสีดวงทวาร<br />
แต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่นคือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้</p>
<p>14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร ้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของ ร่างกาย</p>
<p>15. มะเร็งผิวหนัง อาจมีแผล หรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษา<br />
อยู่เป็นเวลานาน ตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด<br />
นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา<br />
(Melanoma) คือเนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่<br />
เช่น กระจุดด่าง หรือไฝ ถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกาย หรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อน คุณจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ</p>
<p>ที่มา <a href="http://mrvop.wordpress.com/2010/02/23/cancer/" target="_blank">วิธีสังเกตอาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย</a></p>
<p class="addtoany_share_save_container">
    <a class="a2a_dd addtoany_share_save" href="http://www.addtoany.com/share_save?sitename=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95&amp;siteurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F&amp;linkname=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%20%E0%B9%86%20%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;linkurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F%3Fp%3D209"><img src="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/plugins/add-to-any/share_save_120_16.gif" width="120" height="16" alt="Share/Save/Bookmark"/></a>

	</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wuttanan.com/few/?feed=rss2&amp;p=209</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ดร.วรภัทร ภู่เจริญ - ผมไม่ได้สอนธรรมะ แต่ผมสอนชีวิต</title>
		<link>http://www.wuttanan.com/few/?p=204</link>
		<comments>http://www.wuttanan.com/few/?p=204#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Sep 2010 04:04:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ชิตพงษ์ วุทธานันท์</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[จิตวิทยา]]></category>

		<category><![CDATA[พุทธศาสนา]]></category>

		<category><![CDATA[วิธีคิด]]></category>

		<category><![CDATA[สื่อที่น่าสนใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ดร.วรภัทร ภู่เจริญ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wuttanan.com/few/?p=204</guid>
		<description><![CDATA[น่าจะเป็นคลิปที่เพิ่งออกมาไม่นาน และฟังได้ทันสมัยมากครับ
เหมาะกับคนทั่วไปและวัยรุ่นมาก
ท่านเล่าถึงจริตของคนแต่ละคนมี นิสัย สันดาน
เมื่อมาปฏิบัติธรรมแล้วจะแสดงจุดเด่นจุดด้อยออกมายังไง
มีกล่าวถึงนิสัยที่เจอได้บ่อยๆ ตามเวบบอร์ดด้วย เช่น
พวกชอบอ่านชอบฟังมาเยอะ ตัวเองไม่ค่อยลงมือปฏิบัติจริงๆจังเท่าไร
แต่ชอบอ้างเอาคำสอนครูบาอารย์ท่านนั้นท่านนี้ไปถกเถียงไปโจมตีไปว่ากล่าวคนอื่น เป็นต้น
ขอบคุณที่มา: http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y9632836/Y9632836.html#24
http://b613.exteen.com/20100901/entry
และผู้ส่งต่อให้ลิงค์ผมมาอีกที @ilumin














    

	]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>น่าจะเป็นคลิปที่เพิ่งออกมาไม่นาน และฟังได้ทันสมัยมากครับ<br />
เหมาะกับคนทั่วไปและวัยรุ่นมาก</p>
<p>ท่านเล่าถึงจริตของคนแต่ละคนมี นิสัย สันดาน<br />
เมื่อมาปฏิบัติธรรมแล้วจะแสดงจุดเด่นจุดด้อยออกมายังไง</p>
<p>มีกล่าวถึงนิสัยที่เจอได้บ่อยๆ ตามเวบบอร์ดด้วย เช่น<br />
พวกชอบอ่านชอบฟังมาเยอะ ตัวเองไม่ค่อยลงมือปฏิบัติจริงๆจังเท่าไร<br />
แต่ชอบอ้างเอาคำสอนครูบาอารย์ท่านนั้นท่านนี้ไปถกเถียงไปโจมตีไปว่ากล่าวคนอื่น เป็นต้น</p>
<p>ขอบคุณที่มา: <a href="http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y9632836/Y9632836.html#24">http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y9632836/Y9632836.html#24</a></p>
<p><a href="http://b613.exteen.com/20100901/entry">http://b613.exteen.com/20100901/entry</a></p>
<p>และผู้ส่งต่อให้ลิงค์ผมมาอีกที <a href="http://twitter.com/ilumin" target="_blank">@ilumin</a></p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/WPcxQYk_eQA?fs=1&amp;hl=en_US" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/WPcxQYk_eQA?fs=1&amp;hl=en_US"></embed></object></p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/G8Uk05BVMLY?fs=1&amp;hl=en_US" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/G8Uk05BVMLY?fs=1&amp;hl=en_US"></embed></object></p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="quality" value="high" /><param name="menu" value="false" /><param name="wmode" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/uM4hbZf9zjY?fs=1&amp;hl=en_US" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/uM4hbZf9zjY?fs=1&amp;hl=en_US" menu="false" quality="high"></embed></object><br />
<object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="quality" value="high" /><param name="menu" value="false" /><param name="wmode" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/y6EPnyattJo?fs=1&amp;hl=en_US" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/y6EPnyattJo?fs=1&amp;hl=en_US" menu="false" quality="high"></embed></object><br />
<object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="quality" value="high" /><param name="menu" value="false" /><param name="wmode" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/OumwZQ8hOnM?fs=1&amp;hl=en_US" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/OumwZQ8hOnM?fs=1&amp;hl=en_US" menu="false" quality="high"></embed></object><br />
<object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="quality" value="high" /><param name="menu" value="false" /><param name="wmode" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/IPavOifAxf4?fs=1&amp;hl=en_US" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/IPavOifAxf4?fs=1&amp;hl=en_US" menu="false" quality="high"></embed></object><br />
<object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="quality" value="high" /><param name="menu" value="false" /><param name="wmode" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/5pUUdpNUskE?fs=1&amp;hl=en_US" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/5pUUdpNUskE?fs=1&amp;hl=en_US" menu="false" quality="high"></embed></object><br />
<object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="quality" value="high" /><param name="menu" value="false" /><param name="wmode" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/bz3EcirumSw?fs=1&amp;hl=en_US" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/bz3EcirumSw?fs=1&amp;hl=en_US" menu="false" quality="high"></embed></object><br />
<object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="quality" value="high" /><param name="menu" value="false" /><param name="wmode" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/wS7huAT3WOI?fs=1&amp;hl=en_US" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/wS7huAT3WOI?fs=1&amp;hl=en_US" menu="false" quality="high"></embed></object><br />
<object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="quality" value="high" /><param name="menu" value="false" /><param name="wmode" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/gt7eoTZUFJw?fs=1&amp;hl=en_US" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/gt7eoTZUFJw?fs=1&amp;hl=en_US" menu="false" quality="high"></embed></object><br />
<object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="quality" value="high" /><param name="menu" value="false" /><param name="wmode" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/qdCqtuBjKnE?fs=1&amp;hl=en_US" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/qdCqtuBjKnE?fs=1&amp;hl=en_US" menu="false" quality="high"></embed></object><br />
<object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="quality" value="high" /><param name="menu" value="false" /><param name="wmode" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/vsc6hNTxSyc?fs=1&amp;hl=en_US" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/vsc6hNTxSyc?fs=1&amp;hl=en_US" menu="false" quality="high"></embed></object><br />
<object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="quality" value="high" /><param name="menu" value="false" /><param name="wmode" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/LRAKxKDqJKM?fs=1&amp;hl=en_US" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/LRAKxKDqJKM?fs=1&amp;hl=en_US" menu="false" quality="high"></embed></object></p>
<p class="addtoany_share_save_container">
    <a class="a2a_dd addtoany_share_save" href="http://www.addtoany.com/share_save?sitename=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95&amp;siteurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F&amp;linkname=%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A3%20%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%20-%20%E0%B8%9C%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0%20%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95&amp;linkurl=http%3A%2F%2Fwww.wuttanan.com%2Ffew%2F%3Fp%3D204"><img src="http://www.wuttanan.com/few/wp-content/plugins/add-to-any/share_save_120_16.gif" width="120" height="16" alt="Share/Save/Bookmark"/></a>

	</p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wuttanan.com/few/?feed=rss2&amp;p=204</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>

